วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องเล่า เสาร์-อาทิตย์

Saturday 28 March 09



วันนี้เรามีนัดกับครอบครัวก้นดำตอนบ่ายแก่ ๆ ค่ะ
เราจะไปส่งก้นดำและครอบครัวขึ้นเครื่องกลับไปเยี่ยมเยียนภูมิลำเนากัน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของก้นดำที่ได้ขึ้นเครื่องบิน ครั้งแรกของหนูตอน 5 เดือน
ตอนนั้นยังขี้เหร๊ ขี้เหร่

ตอนนี้ก้นดำรู้เรื่องขึ้นมากแล้ว พูดจาโต้ตอบได้ แต่ยังคงคอนเซปต์พอเพียง
ยังไม่นิยมพูดประโยคยาว ๆ ไม่รู้ว่ากลับมาจากเมืองไทยคราวนี้จะพูดปร๋อเลยรึป่าว

กระบวนการ check in ผ่านไปด้วยดี เนื่องจากเราไปกันตั้งแต่เคาน์เตอร์เริ่มเปิด
บินไฟท์ 2 ทุ่มกว่า ไปกับสายการบิน Emirate แอบเห็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน แต่งตัวสวยดี มีผ้าบาง ๆโพกระหว่างหมวกมาที่ไหล่ ปิดเสี้ยวหน้าไปหน่อยนึง ดูเก๋ ๆ ดี
ไม่กล้าถ่ายรูป เด๋วshe คิดว่าเราเป็นปาปารัชซี่

เกือบทุ่ม ใกล้ได้เวลาเข้า gate ถือโอกาสร่ำลาจากกัน
กลับไทย 3 week เราทำเหมือนประหนึ่งจะไม่ได้เจอกัน 3 ปี

ออกจาก airport ก็นั่งรถเมล์กลับเข้าเมือง รถว่างสุด ๆ มีแค่เราสองคน
เอ๊ะ หรือว่าพี่อ้อจะเหมารถมาเพื่อเรา
จะได้นั่งหนุงหนิงกัน 555 เพ้อเจ้อแร่ะ

นั่งรถเมล์ผ่านถนน oxford เลยแวะเอา ซีซาร์สลัดกล่องมโหฬารที่อุ๊ทำไว้ให้ไปเก็บที่ห้องก่อน
จากนั้นเราก็ไปหาข้าวเย็นหม่ำกัน

ลังเล ๆ ท้ายสุดก็สรุปที่ร้าน ณ บางกอก ร้านไทยอีกหนึ่งร้านที่เป็นที่รู้จักกันดีรองจากร้านชาติไทย
เลือกร้านนี้เพราะวันนี้คนไม่เยอะ เราสั่ง กุ้งห่อเผือก ปลากระพงลุยสวนและ ซุปหางวัว
( ไม่ได้ถ่ายรูปมาลงค่ะ ไม่ชินกับการถ่ายรูปอาหารในร้านที่มีคนเยอะ ๆ อ่ะคะ )

อิ่ม อร่อย จ่ายตังค์เสร็จออกจากร้าน พี่อ้อก็ขอแวะไปที่ประจำค่ะ
อยู่ชั้นบนของตึก Capital เพื่อไปเล่นเกมส์หยอดตู้คีบตุ๊กตา
เท่าที่สังเกตุจากพนักงานและตู้เกมส์ เจ้าของน่าจะเป็นพวกเกาหลี
เอเชียหลายชาติรวมทั้งคนไทยชอบมา relax กันที่นี่ค่ะ เล่นเอาหนุก ๆ

พี่อ้อมีตั้งงบไว้ที่ $10 บางครั้งก็เล่นได้หลายตัว บางวันก็มะได้เลยซ๊ากตัว
ตุ๊กตาส่วนใหญ่จะน่ารักๆ เพียบเลยค่ะ เหมือนเอาไว้ล่อใจโดยเฉพาะ
วันนี้ดวงคงจู๋ เพราะเราไม่ได้จูงตัวอะไรกลับไปกะเราเลยสักตัว T T

ออกจากตึก Capital
เราก็ไปเดินเล่นหนุงหนิงแถว China Town เดินไปเจอ
คนกำลังมุงอะไรสักอย่าง เลยแวะไปดู
เจอฝรั่งตัวใหญ่พุงโต กำลังตัดสติกเกอร์ด้วยกรรไกรให้เป็นรูปคนค่ะ
บางคนก็เหมือน บางคนก็ไม่เหมือน ค่าตัดคนละ $2
ใช้เวลาประมาณนาทีเดียว

ได้มาคนละรูป ไม่เหมือนอ่ะ
ของพี่อ้อนี่ยังกะมีรังนกบนหัว
ส่วนของเรา หนีบผมมาออกจะสลวย ไม่ได้ชี้โด่เด่ขนาดนี้ซะหน่อย
4 ทุ่มหน่อย ๆ อากาศเย็นขึ้นเรื่อย ๆ
เดินหนุงหนิงกลับบ้าน

หนาวกาย... แต่อุ่นใจ

Sunday 29 March 09

Cleaning & Cooking Day

เมนูวันนี้ สืบเนื่องมาจากที่เรามีสลัดของอุ๊ที่ทำไว้ให้
วันนี้ก็เลยไปตลาด paddy เพื่อซื้อของมาทำสเต็กปลา ค่ะ

มื้อเย็นวันนี้เราจะหม่ำซีซาร์สลัดกับ
สเต็กปลาแซลมอน ( ของเรา )
สเต็กปลาบารามันดิ ( ของพี่อ้อ )
( พี่อ้อไม่กินปลาแซลมอน พี่เค้าว่ากลิ่นมันคาว )
น้ำส้มคั้นและ ลูกพลับ
วุ๊ยยย มื้อนี้ Healty สุด ๆ

วันนี้พี่อ้อมีงานตอนบ่าย 2 จะกลับมาอีกทีตอน 5 โมงเย็น

บ่ายนี้ต้าทำจับฉ่ายหม้อใหญ่ เอาไว้กินระหว่างสัปดาห์

ต้าเตรียมส่วนผสมทำสปาเก็ตตี้เห็ดใส่เม็ดพริกไทยอ่อน ไว้หม่ำมื้อกลางวันพรุ่งนี้

รอให้พี่อ้อเลิกงานกลับมาทำ พี่อ้อทำสปาเก็ตตี้อร่อยกว่าต้าทำ

ซักผ้า dry ผ้า ดูดฝุ่น ถูพื้น อัพบล็อก

รอพี่อ้อกลับมาdinner ด้วยกัน

ปล. คุณตั๊กค่ะ ต้าเอารูปกล้วยหอมนมสดที่เขียนไว้เมื่อบล็อกที่แล้วมาฝากแล้วนะค่ะ

ปล. ป้าขวัญ ฝากจุ๊บก้นดำ 2 ที

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552

กล้วยหอมนมสด





เมื่อวานตอนเย็น เห็นว่ามีกล้วยหอมใกล้ถึงวาระอยู่ 2 ลูก เลยหันไปถามพี่อ้อว่า
ดาร์ลิ้ง กินโรตีใส่กล้วยหอมมั้ย เด๋วคืนนี้ทำให้กิน
พี่อ้อตอบกลับมาว่า เอา ๆ .. แต่ว่า อยากกินกล้วยใส่นมมากกว่า
โอเค ได้ เด๋วคืนนี้จัดให้ กล้วยหอมใส่นมที่ว่านี่ก็คือ กล้วยบวชชีประยุกต์ สูตรคนไกลบ้านนั่นเองค่ะ


เห็นว่าทำง่าย มากกกกก แล้วก็อร่อยไม่แพ้กล้วยบวชชีแบบเดิม ๆ เลยเอามาฝากเพื่อน ๆ เผื่อใครจะลองทำทานดูนะคะ



เวลาหม่ำก็ไม่ต้องรู้สึกผิดด้วยค่ะ เพราะไม่มีกระทิ คอเรลเตอรอลไม่พุ่งแน่นอนค๊า
( เมื่อคืนกินกันตอนใกล้ 4 ทุ่ม ยังรู้สึก ชิล ๆ )
ถือเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเรา อิ อิ


ส่วนผสม

กล้วยหอม 2 ลูก
น้ำตาล 2 ช้อนชา
เกลือ จึ๋งนึง
นมสด 1 แก้ว


กรณีที่ไม่ชอบกินนมสด จะเปลี่ยนเป็นนมช็อคฯ นมสตอเบอรี่ นมเปรี้ยว ก็ได้ค่ะ ตามใจ
แต่รสชาติจะเป็นยังไงไม่รับรอง


เริ่มเลยนะค๊า
เอานมสดใส่หม้อแล้วตั้งไฟปานกลางค่ะ
จากนั้นก็ไปปอกกล้วยแล้วหั่นเป็นแว่น ๆ ( หากใครจะหั่นเป็นแท่ง เป็นก้อน ก็ไม่ว่ากันค่ะ )
พอนมเริ่มเดือด ก็ใส่กล้วยลงไปค่ะ จากนั้นก็ใส่น้ำตาลสัก 2 ช้อนชา เกลืออีกนิดหน่อย
มันจะออกมารสชาติ มัน ๆ หวานนิด ๆ เค็มหน่อยๆ หอมนม ๆ



ลองชิมรสดูค่ะ ถ้ารู้สึกว่าชีวิตช่วงนั้นขาดความหวาน ก็ประโคมน้ำตาลลงไปอีกค่ะ
ต้มไปสักพัก พอให้กล้วยนิ่ม ๆ


อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนตัวอีกค่ะ ถ้าชอบกล้วยแข็ง ๆ พอเดือดก็ปิดไฟได้เลย
แต่ถ้าชอบกล้วยเละ ๆ หน่อย ก็ต้มต่อไปอีกสัก 2 นาทีค่ะ



เมนูนี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัยค่ะ เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี คนชรายิ่งดี เพราะไม่ต้องเคี้ยวค๊า

enjoy your meal na ja



ps. เหตุผลที่ไม่ใช่กล้วยน้ำว้าเพราะ...

ที่นี่กล้วยน้ำว้าแพงมั่ก ๆ ขายกันเป็นกิโล แถมดำและเหี่ยว

ps. เหตุผลที่ใช้นมสดแทนกระทิเพราะ...

ที่นี่มีแต่กระทิกล่อง ซึ่งไม่อร่อยเท่ากระทิแบบที่มะหมี่ขูด



ปล. น้องขวัญค่ะ วิธีหลอกล่อเจ้าก้นดำของพี่อ้อคือ
ตามใจค่ะ ตามใจกันเข้าไป จนหลานจะตีเสมอเป็นเพื่อนพี่อ้ออยู่แร๋น
^ ^

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

I love ... chocolate



หลายอาทิตย์ก่อน ไปทำงานแถว Marrick ville ค่ะ เรียกได้ว่าเป็นดงของชาวเวียดนามกันเลยทีเดียว
เนื่องด้วยสมัยที่เวียดนามมีสงคราม แล้วมีบางประเทศเปิดรับผู้ลี้ภัยให้มาเป็นผู้อาศัยถาวรได้
ออสเตรเลียเป็นประเทศนึงที่อ้าแขนรับ ที่นี่ก็เลยมีพวกอพยพลี้ภัยสงครามมาก่อตั้งรกรากกัน
ได้ citizen โดยไม่ต้องสอบให้ปวดกะบาน



เลิกงาน เดินผ่านร้านเบเกอรี่ คนขายเป็นเวียดนาม ลักษณะร้านเหมือนร้านเบเกอรี่บ้านเราเป๊ะ
มีตู้กระจกใสๆ วางเค้กไว้ให้เลือกตามอัธยาศัย เลยแวะเข้าไปกะจะซื้อไว้กินตอนเย็น


ต้า : หวัดดีค่ะ เอาเค้กแบล็คฟอเรส ชิ้นนึง เค้กชอคโกแลต ชิ้นนึง แล้วก้อ มอคค่า ชิ้นนึงค่ะ

เจ๊เวียด : เอาไปอีกชิ้นนึงสิ จะได้ใส่กล่องให้
( ทำไมต้องยัดเยียดฟ่ะ ถ้าซื้อ 3 ชิ้น เจ๊จะให้ถือไปเองรึไง )


ต้า : งั้นเอา mango pancake
( ซื้ออีกชิ้นก็ได้ จะได้แบ่งกะพี่อ้อคนละ 2 ชิ้น )

ระหว่างรอใส่กล่อง เจ๊ก็ถามอีก ไม่เอาวนิลาเหรอ

ต้า : ไม่ค่ะ

เจ๊เวียด : ทำไมล่ะ วนิลาอร่อยนะ

ต้า : ไม่ค่ะ ไม่ชอบเค้กวนิลา

เจ๊เวียด : you มาจาก thailand เหรอ

ต้า : ใช่ค่ะ

เจ๊เวียด : คนไทยแถวนี้ เค้ายังชอบกินเค้กวนิลาเลย

( เอ๊ะ อิเจ๊นี่ ก็ตรูมะได้อยู่แถวนี้ )

เจ๊เวียด : แล้วปกติเวลาวันเกิด you ใช้เค้กอะไร

ต้า : เค้กชอคโกแลตค่ะ

อิเจ๊เวียดทำหน้าเหมือนเราทำผิดกฏ บ้านเจ๊คงมีกฏว่าเค้กวันเกิดต้องเป็นวนิลาเท่านั้น


ต้า : I love chocolate and chocolate cake

เจ๊เวียด : ดีนะ ชอบกินชอคโกแลตแต่ไม่เห็นyou อ้วนเลย


ต้องเปิดพุงโชว์ให้ดูด้วยมั้ยนิ


ท่าทางเจ๊จะมีปัญหาเรื่องยอดขายของเค้กวนิลารึป่าวเนี่ย เชียร์จังเลย
ก็คนมัน Love chocolate



ตอบเม้นท์หน้าที่แล้วเน้อ


@ducky
ขอบคุณค๊าสำหรับกำลังใจ
ไว้เด๋วจะอัพเดทที่อยู่ใหม่ให้เน้อ
อ่อ ของขวัญทุกชิ้นที่ส่งมาให้ ยังย้ายตามมาตั้งเด่นอยู่กับเราที่ห้องใหม่ด้วยน๊า ^ ^


@loveislove
ไว้จะใช้เป็นข้ออ้างในการเดินเบียดกันค่ะ คุณกี้
จะได้แอบแต๊ะอั๋งกันบ่อย ๆ ^^


@น้องขวัญ
แม่ก้นดำคงกำลังคิดหนัก
ว่าจะจัดการกับน้ำหนักสัมภาระที่เกินออกไปยังไงดี
พี่ว่า เอาก้นดำออกไปคงจะดีขึ้น หุ หุ
เสาร์นี้พี่กะพี่อ้อ จะไปส่งก้นดำขึ้นเครื่องไปหาป้าขวัญ
แล้วจะถ่ายรูปมาให้ยลเน้อ


@Jerrie
ขาดทุนอ่ะสิค่ะคุณพี่บีเจอรี่
เสียค่านู้นนี่ไปเพียบเลยค่ะ
ยังไม่คืนทุนเล๊ยยย
วันนี้มีคนโทรมาขอซื้อจักรยานแล้ว เย้ เย


@nicky-o
หลับคาช็อคโกแลตเลยรึค่ะ
โอ้ววว น่ากลัวนะนี่ สงสัยเฮี้ยนกว่าของเรานิ
^^


@เต่านา
ตอนนี้ก็เริ่มบอกให้บ้านชินกับเราอยู่เหมือนกัน


@แม่ก้นดำ
คิดถึ๊ง คิดถึง ทั้งแม่ทั้งลูกเลย
ไม่ได้เจอกันอาทิตย์กว่า เหมือนนานเลยนิ
ช่วงนี้พอกินอิ่มพี่อ้อก็มีกิจกรรมอื่นให้ทำแทนการนั่งย่อย
นั่นคือ จัดของเล่นที่มีอยู่ให้ลงตัวนั่นเอง
อารมณ์ว่าอยากเห็นทุกอัน รักเท่า ๆ กันค๊า


@ว ดี
อย่าหายไปนานสิค่ะ คิดถึงค่ะ
ปลาอินทรีย์โกอินเตอร์ ต้องอัพค่าตัวเป็นธรรมดาค่ะ


วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552

~ เปลี่ยน ~

หายไปร่วมอาทิตย์เลย อย่างที่บอกค่ะ ว่าไปปฏิบัติภารกิจสำคัญต่อชีวิตกันมา



ยุ่ง ๆ กันมาร่วมอาทิตย์ก่อนย้าย กลางวันทำงาน กลางคืนก็ทยอยแพ็คของ


กลางดึกวันอังคาร เราลากโซฟาที่อยู่ร่วมกันมานานไปทิ้งไว้ริมสวนหย่อมแถวบ้าน เผื่อใครจะเก็บไปใช้
เช้าวันรุ่งขึ้น ชะโงกไปดู มันหายไปแล้ว คิดว่าตอนนี้มันคงไปอยู่ในห้องนั่งเล่นบ้านไหนสักหลังแล้วล่ะ
พี่อ้อเรียกโซฟาตัวนี้ว่า "โซฟาดูดวิญญาณ" เนื่องจากเวลากินข้าวเสร็จแล้วมานั่งย่อยดูทีวีทีไร
พี่อ้อจะเกิดอาการเคลิ้ม ง่วง ง่อย ทำอะไรต่อไม่ได้ แม้กระทั่งอาบน้ำ ท้ายที่สุดก็นอนหลับคา
โซฟาอยู่อย่างนั้น จนเราทำอะไรเสร็จหมดแล้วนั่นแหล่ะ ถึงมาขุดพี่อ้อไปนอน ( แบบที่น้ำก็ไม่ได้อาบ แค่ล้างหน้าแปรงฟัน ประแป้งเนียน ๆ)
ไม่รู้ป่านนี้ มันจะไปดูดวิญญาณอยู่บ้านไหนน้อ




สามทุ่มของวันพุธ ต้านัดเพื่อนมาส่งมอบของ นั่นก็คือ โต๊ะพูลขนาดย่อมของพี่อ้อที่เราต้องปล่อยมันไป
ไม่งั้น เราอาจจะไม่มีที่ยืนกัน


เป็นโต๊ะเกมส์ 4 in 1 มี พูล ปิงปอง แตะบอล และ อีกอันเล่นไม่เป็น
เกมส์เตะบอล ไม้มันคด พี่อ้อเลยทิ้งไปแล้ว
ราคาเต็มเกือบ $200 ซื้อตอน sale เหลือไม่ถึงร้อย
พี่อ้อซื้อตอนต้ากลับเมืองไทย คงคิดว่าถ้าซื้อตอนต้าอยู่อาจจะโดนคัดค้านได้
ซื้อมาเล่นอยู่ไม่กี่ครั้ง ที่เหลือ ให้ก้นดำหยอดลูกเล่นไปมา หลัง ๆ she เริ่มปีนป่ายขึ้นไป
นั่งเป็นนางกวักอยู่บนโต๊ะแทน
ซื้อมา ขายไป ด้วยราคา $50 คุ้มค๊า คุ้มทั้งคนซื้อ คุ้มทั้งคนขาย










































สี่ทุ่ม เราขนตู้ไม้ที่เก็บมาอีกทีไปทิ้งข้างตึก ระหว่างขนเข้าลิฟท์ หน้าบานตู้หลุด ตายละวา แล้วใครจะอยากเก็บไปใช้ต่อมั้ยนี่


ที่นี่การเก็บของ ทิ้งของ เป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะมีพวกต่างบ้านต่างเมืองอยู่กันเยอะ ทั้งหัวทองหัวดำ
เวลาย้ายบ้าน หรือย้ายกลับประเทศ ก็จะทิ้งของที่ไม่อยากขนเอาไว้ตามถนน สภาพดีดีก็เยอะ
แล้วฝรั่งก็ไม่นิยมซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เสียนิดเสียหน่อย ทิ้งค่ะ ซื้อใหม่ง่ายกว่า ถูกกว่าซ่อมด้วย
เวลาเดินตามถนนนอกเมืองจะเห็นทีวี คอมพิวเตอร์ ฟูก ชั้นวางของ ฯลฯ ทิ้งอยู่ นี่เป็นเรื่องปกติค่ะ เก็บได้





ยังเหลือจักรยานคันงามของพี่อ้ออีกหนึ่งคัน ที่จะต้องขาย เพราะเราคงไม่ได้ใช้งาน
อีกอย่างมีคันเดียว จะไปไหนด้วยกันก็คงยาก ที่นี่การขี่จักรยานต้องใส่หมวกกันน็อค ห้ามซ้อน ห้ามซิ่งทุกอย่างอยู่ในกฏระเบียบค๊า ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องที่ดี







เช้าวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 8 โมงเช้า พี่อ้อตื่นมาอาบน้ำก่อน เราขออิดออดอีกสักนิด
เมื่อคืนนอนกันดึกพอสมควร กว่าจะแพ็คสมบัติที่เหลือให้เรียบร้อยหมดได้ ก็เลยเที่ยงคืน
ไปเยอะแล้ว





นัดแรงงานขนของไว้ที่ 10 โมงเช้า เราจ้างเด็กผู้ชาย 2 คนมาเพื่อยกของ เพราะเกรงว่า
หากยกกันเองทั้งหมด เราอาจจะมีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังก่อนวัยอันควร แค่ตอนนี้
ก็มีอาการปวด ๆ เมื่อย ๆ กันเป็นประจำพอแล้ว




ตั้งแต่อยู่ที่นี่มา เห็นรถกะบะแบบบ้านเรานับคันได้ ที่นี่ไม่นิยมรถกะบะ แถมกฏหมายเค้าก็ไม่เอื้อ
ต่อการขนของท้ายกะบะแบบบ้านเรา จะมายัดทุกอย่างไปท้ายรถแล้วมีคนนั่งหัวโด่อยู่ขอบ ๆกะบะ
เหมือนบ้านเราไม่ได้เลย รถขนของส่วนใหญ่ที่นี่คือรถ Truck หรือรถ Van
งานนี้เราได้รถตู้ขนาดย่อมของป๊ะป๋าก้นดำ กับรถกึ่ง ๆ ตู้ ของ Peter สามีเพื่อนพี่อ้ออีกหนึ่งคัน
รถสองคัน คันละ 3 รอบ ใช้เวลาไปประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งในการขนย้ายทั้งหมด








ชายไทยวัยใช้แรงงาน 2 คน

Peter ชายออสซี่วัย 53 แต่ยังแข็งแรงอยู่ he ยกฟูกคนเดียวขึ้นชั้น 2 แมนมั่ก ๆ

ป๊ะป๋าก้นดำ ฝาแฝดพี่โต๊ะ วสันต์

แม่ก้นดำ คนงามแห่งเมืองจันท์

พี่อ้อสุดหล่อ ^ ^

ส่วนเราเอง เหนื่อยที่สุดในวันนี้ เนื่องจากได้รับภารกิจดูแลก้นดำนั่นเอง 55 (เหนื่อยตายแร้วแหล่ะแก)



เมื่อขน ๆๆๆ ขนทุกอย่างมากองรวมกันในห้องสตูดิโอเล็ก ๆ ห้องที่เล็กอยู่แล้ว ก็ยิ่งแคบเข้าไปอีก
จากห้องเก่าที่กว้างขวาง เราต้องเอาของทุกอย่าง ( มีทิ้งกันไปก็เยอะ ) มาจัดสรรให้ลงตัว โดยผ่าน
กระบวนการสร้างสรรค์จากพี่อ้อนั่นเอง เพราะพี่อ้อชอบจัดบ้าน จัดของเล่น แล้วอีกอย่าง
ที่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่อ้อ เนื่องจากบ่อยครั้งที่ต้าทำไปแล้ว ไม่ผ่าน เช่น



วันแรก ระหว่างที่หนุ่ม ๆ กลับไปขนของกันรอบ2 ต้ากะอุ๊ ก็ช่วยกันเอาตู้เย็นที่เพิ่งถอยมาใหม่ (เพราะที่ใหม่ไม่มีให้ ) ออกมาหาที่ลงในครัวกัน เล็งกันอยู่ 2 มุม แล้วก็เลือกวางข้างตู้ครัว

พี่อ้อมาเห็นเข้าปุ๊บ ไม่ผ่านนน... เปลี่ยนมุม




หลังจากที่เราต่อตู้ ต่อเตียงกันไปแล้ว ต้าก็เลือกที่จะไปจัดของใช้ในห้องครัว ปล่อยให้พี่อ้อจัดของ
ในห้องไป วันถัดมา ของในครัวที่ต้าจัดใส่ลิ้นชักไป ถูกเปลี่ยน(อีกแล้ว ) เรียบร้อยค่ะ



ดีไม่ดี จะขัดแย้งกันด้วยเรื่องความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเอาซะ (ซึ่งก็เป็นออกบ่อย ๆ)เพราะฉะนั้น ขืนต้ายังทำต่อไป จะดูเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนค่ะ ก็เลย... ไม่ทำดีก่า 555
ปล่อยให้พี่อ้อจัดไป ต้าก็นั่งดู the star 5 เป็นเพื่อน หุ หุ





ย้ายบ้านทีนึง กระทบกระเทือนเงินในกองทุนสำรองสองเราไปเกือบครึ่ง แล้วอย่างนี้ บ้านดินในฝันของเราจะเป็นจริงได้เมื่อไหร่กันน๊อ

อีกอย่าง ภารกิจครั้งนี้ แย่งเวลาหนุงหนิงของเราไปหมดเลย ตั้งแต่ก่อนย้าย ก็ต้องง่วนแพ็คของ
หลังย้ายก็ยังคงง่วนจัดของ เวลาสวีทหายหม๊ดดด




ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมา ต้าไปเสนอหน้าทำความรู้จักเพื่อนข้างห้องมาได้แล้วหนึ่ง เป็นสาวชัยภูมิ วัย 33 ปี
ฝ้ายอาศัยอยู่กับสามี เธอดูอัธยาศัยดี แถมยังบอกว่าวันไหนทำขนมจีนน้ำยา จะแบ่งมาให้กิน
เธอบอกว่า ห้องถัดจากเธอไปก็เป็นคนไทยเหมือนกัน
พี่อ้อกระซิบบอกกับต้าว่า นี่ถ้าห้องที่อยู่ตรงกลางระหว่างเรากับฝ้ายเป็นคนไทยนะ พี่จะซื้อปลาเค็มมาทอด!!
คนไทยด้วยกัน คงจะเข้าใจในกลิ่นปลาเค็ม แต่ห้องติดกะเรามันดันเป็นฝรั่งนี่สิ อดเลย



ปลาอินทรีเค็มfrozen ยังไม่ทอด ขายแพ็คละ $3


ปลาอินทรีเค็มทอดแล้ว มีมะนาวหนึ่งลูก หัวหอมแดง 1 หัว พริก 2 เม็ด ขายแพ็คละ $7.50


ค่าทอดทำให้ปลาเค็มอัพราคาได้เกินครึ่งกันเลยทีเดียว




เปลี่ยนห้องใหม่

เปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่

เปลี่ยนเวลาการเดินทางใหม่

เปลี่ยนเส้นทางไปทำงานใหม่

เปลี่ยนเพื่อนบ้านใหม่
แต่.... ผู้อยู่อาศัย ยังเป็นเราสองคน เหมือนเดิม
และ ... ผู้มาเยี่ยมเยียน ก็น่าจะเป็น ก้นดำและแม่ เหมือนเดิม




ห้องใหม่ แม้ว่าจะเล็กกว่าเดิม แต่พี่อ้อดูจะพอใจกับมัน พี่อ้อบอกว่า ถึงจะเล็ก แต่มันก็รู้สึกอบอุ่น
จัดให้ดูดี มันก็น่าอยู่ และที่สำคัญ เราได้ดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวของเราเอง
...เราสองคน ...




ขอตอบcomment หน้าที่แล้วค่ะ

ducky
เอามุมไหนให้ดูดีน๊า กว้างขวางซะขนาดนี้



คุณกี้
หมดค่าbond ค่าใช้จ่ายนู้นนี่ไปหลายตังค์ สงสัยช่วงนี้คงเที่ยวได้แต่ทริปใกล้ๆ ก่อนล่ะคะ
ทริปที่จะถึง น่าจะเป็นงาน Easter ช่วงเมษานี่ล่ะค่ะ ติดตามนะค๊า



tonaor
thanks สำหรับแรงใจเด้อค่าเด้อ




น้องขวัญ
ของเล่นพี่อ้อเยอะมากจริง ๆ นี่ขนาดทยอยส่งกลับไทยไปบ้างแร้วนา
อยากช่วยจริงป่าว
ไว้กลับไทยเมื่อไหร่ จะให้ช่วย หุ หุ




คุณพี่jerrie
ที่นี่มีกฏระเบียบสังคมหลายอย่างค่ะ ที่น่าเอาแบบอย่าง แต่ไม่รู้ว่าจะใช้กับคนไทยได้แค่ไหนกัน เฮ้อ!
คนไทย กฏมีไว้แหกค๊า




คุณnicky
จริงๆ ไม่ชอบอยู่ในเมืองเลยค่ะ มันวุ่นวายเกินไปหน่อย แต่ห้องนี้มันมีข้อดีหลายข้ออยู่ค่ะ เลยลองยื่นดู
ค่าเช่าไม่แพงมากค่ะ พอรับได้




คุณpersonlove
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำอวยพรค่ะ อยากรีบกลับมาเขียนเหมือนกัน มีอีกหลายเรื่องที่อยากแบ่งปันค่ะ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

Good bye

ช่วงนี้ เรามีภารกิจสำคัญที่ต้องทำกันค่ะ นั่นก็คือการย้ายที่อยู่นั่นเอง
อันที่จริงเราไม่ได้อยากย้ายไปไหน เพราะห้องที่อยู่กันปัจจุบันนี้ ถือเป็นสตูดิโอที่ค่อนข้างใหญ่
และอยู่ในทำเลที่สะดวกมากกก แถมราคาก็น่าคบ ทำให้พี่อ้ออยู่ห้องนี้มาร่วม5ปีแล้ว


ส่วนเราเองตั้งแต่มาก็อยู่ที่นี่มาตลอด จนชิน
แต่สืบเนื่องด้วยเจ้าของห้องที่เราอยู่ sheเกิดจะอยากขายห้องขึ้นมา เดือดร้อนผู้อยู่อาศัยอย่างเราสิค่ะ ต้องหาที่อยู่ใหม่ด่วนเลย เพราะคงไม่มีปัญญาจะซื้อต่อเป็นแน่แท้

ได้รับจดหมายแจ้งจากเอเจ่นท์ว่าเจ้าของห้องจะขายตั้งแต่ช่วงธันวาปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็มีคน
ทยอยนัดเพื่อขอดูห้องเรื่อยมา เราก็หาที่อยู่ใหม่กันบ้าง แต่ไม่รีบร้อน จนเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ดูท่าเหมือนจะมีคนสนใจซื้อจริงจัง และทางเอเจ่นท์ก็บอกว่าจะเปิดการประมูลแล้ว
ทำให้เราต้องเร่งหาที่อยู่กันแบบตั้งใจซะที ขืนนอนใจรอจนมีจดหมายอันเชิญออก
แล้วเกิดยังหาที่ซุกหัวนอนไม่ได้ อาจจะต้องไปแชร์กับคนอื่น ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น


จนกระทั่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อน พี่อ้อเปิดเจอห้องว่างจากหนังสือรายสัปดาห์ เลยโทรไปนัดวัน
เพื่อขอดูห้อง ห้องไม่ใหม่มาก เล็กกว่า แพงกว่า แต่แยกห้องครัวเป็นสัดส่วน แล้วก็ไม่ไกล
จากถนนใหญ่ ตอนแรกกลัวว่าอาจจะจ๊อกแจ๊กเกินไป เพราะอยู่ถัดจากถนน Oxford
ซึ่งเป็นถนนใหญ่ และเป็นถนนสายเกย์อีกตะหาก คนพลุกพล่านทั้งคืนทั้งวัน
แต่พอกลับไปดูกันอีกทีตอนกลางคืน ก็พอได้อยู่ เพราะพอเดินถัดเข้าไป ก็เริ่มสงบลง
ลังเลกันอยู่พักนึงว่าจะเอาดีมั้ย หรือจะหาไปเรื่อยๆ แต่ก็กลัวว่า หากขายห้องได้ แล้วเรายัง
หาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ มันจะดูฉุกละหุกเกินไป เอาห้องนี้ไปก่อนแล้วกัน ถ้าอยู่ไปไม่ชอบก็
ค่อยหาใหม่


ตัดสินใจได้ดังนั้น วันรุ่งขึ้นก็เลยยื่นเอกสารใบสมัครไป ต้องรีบยื่นเพราะเอเจ่นท์มีขู่ไว้ว่า ห้องนี้มีคนมาดูและสนใจอยู่ 2-3 ราย ถ้าyou ช้าก็อาจจะอด


การหาเช่าบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ที่นี่ จะว่ายากก็ไม่ใช่ ง่ายก็ไม่เชิง แต่มันค่อนข้างชัดเจนในเรื่อง
ของการยื่นเอกสาร ประวัติ รายละเอียดส่วนตัว มากกว่าบ้านเรา
ของบ้านเราแค่มีห้องว่าง มีตังค์จ่าย ก็ขนกระเป๋าเข้ามาซุกหัวนอนกันได้เลย
แต่ที่นี่มันมีขั้นตอนในการเช่าค่ะ เริ่มจาก


เปิดหาบ้านจากสื่อสิ่งพิมพ์ เวป ว่ามีโลเกชั่นที่เราต้องการและ ราคาที่จ่ายไหวอ่ะป่าว
(โดยส่วนใหญ่เจ้าของห้องจะติดต่อผ่านเอเจ่นท์ให้หาผู้เช่าให้)
พอเลือกได้ห้องที่ถูกใจแล้ว ก็ดูว่ามีรายละเอียดนัดเปิดให้ดูห้องเมื่อไหร่ บางห้องอาจจะต้อง
โทรไปนัดกับเอเจ่นท์ให้มาเปิดห้องให้ดู พอไปดูห้องแล้ว เกิดถูกใจ อยากได้มาครอบครอง ก็ต้องขอเอกสารจากเอเจ่นท์เพื่อกลับมากรอกรายละเอียด และเตรียมเอกสารที่ใช้แนบ
( รายละเอียดในใบนี้จะคล้าย ๆกับการยื่นขอบัตรเครดิต ทำนองนั้น)
พอเรามั่นใจในคุณภาพของเอกสารเรา ก็แฟกซ์ส่งให้เอเจ่นท์
โทรเช็คกันนิดนึงเพื่อความสบายใจ ว่าข้อมูลของเราถึงปลายทางเรียบร้อย

รอค่ะ รอ ลุ้น ลุ้น ลุ้น
(ระหว่างนี้ทางเอเจ่นท์ก้อจะทำการเช็คเอกสาร โทรถามข้อมูลนู้นนี่นั่น และ เลือกผู้เช่าที่ดูมีอันจะกินสุด คิดว่าอย่างนั้น)

ห้องที่เราถูกใจ ก็อาจจะมีคนอื่นถูกใจด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น อาจจะมีหลายรายยื่นเอกสารมาพร้อมกัน
วัดดวงค่ะ ถ้ามันจะเป็นของเรา เราก็คงได้มันมา



สองวันถัดมา เอเจ่นท์โทรมาขอเอกสารเพิ่มเติม วุ่นวายกันอยู่นิดหน่อย แล้วก็จบลงตรงที่ได้ห้องมาเป็นของเรา วันรุ่งขึ้น แวะเข้าไปจ่ายมัดจำ เซ็นเอกสารสัญญาการเช่า รับเงื่อนไขต่าง ๆ รับกุญแจ โทรแจ้งย้ายออก


ตอนนี้ก็ทยอยเก็บสมบัติบ้ากันได้ ก่อนที่จะขนย้ายกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้
จะว่าไปก็น่าใจหาย มีความทรงจำมากมายตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ที่ห้องนี้
วันไหนที่เราต้องผ่านมาหน้าตึกนี้ เราคงคิดถึงมัน


good bye some part of our memories

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

แปะฉ่าย

วันก่อน อุ๊โทรมาถามว่าได้ดูรายการวีไอพีหรือยัง ปกติไม่เคยซื้อรายการนี้มาดู อุ๊เลยเล่าให้ฟังว่า
มีหมอดูกระดองเต่า มาเป็นแขกรับเชิญ บอกว่าปีนี้จะเป็นยังไง ใครชงมาก ใครชงน้อย ใครเฮง
แล้วต้องแก้เคล็ดยังไง อะไรประมาณนี้

ซึ่งรายละเอียด เป็นการคุยทางโทรศัพท์ ระหว่างอุ๊ กะ พี่อ้อ เราก็ทำกับข้าวไป ฟังพี่อ้อตอบไป
แล้วก็ไปสะดุดไอ้ตรงที่ แปะฉ่าย เนี่ยละค่ะ อุ๊บอกว่าปีมะแมเนี่ย ชงเต็ม ๆ รองลงมาก็ฉลู
หมอดูเค้าให้ไปหา แปะฉ่ายมาติดตัวไว้ ทางพี่อ้อก็ถามอุ๊ไปว่า แปะฉ่ายคืออะไร


มันคือ ผักกาดขาวพี่


ให้เอาผักกาดขาวติดตัวไว้เนี่ยเหรอ

ใช่พี่ พี่จะเอาด้วยมั้ย อุ๊จะได้ซื้อมาเผื่อ

ไม่ดีกว่า ว่าแต่พกยังไงอ่ะ พกไว้จนมันเน่าอ่ะเหรอ แล้วยังไงอ่ะ หรือปล่อยให้มันเน่าจนแห้งไปเลย
แล้วก็พกแบบแห้ง ๆ ติดตัวไว้


คาดว่าทางอุ๊คงปล่อยให้พี่อ้อคิดเองต่อไปไม่ไหว เลยเฉลยว่า เค้าให้ไปหาหยกสีขาวรูปผักกาดขาว
มาพกไว้ตะหากเล่า ไม่ใช่ผักกาดขาวสด ๆ เป็นหัว ๆ



ว่าแล้วก็ฝากอุ๊ซื้อมาให้ด้วย คนละอัน อุ๊ไม่รอช้า กลัวชีวิตจะแย่ไปกว่านี้ รุ่งขึ้นรีบขับรถไปไชน่าทาวน์
ไปถามหาตามร้านจีน แต่ด้วยการถามแบบสำเนียงไทยแท้ ( ก็เรียก แปะฉ่าย ตามหมอดู)
อาเจ๊จากแผ่นดินใหญ่ฟังอุ๊ไม่เข้าใจ สื่อสารกันพักใหญ่ กว่าจะได้มา
กลับมาเล่าให้ฟังว่า เค้าเรียกมันว่า อะไรฉ่อย ๆ เนี่ยแหล่ะพี่


ก็เห็นว่าเป็นวิธีนึงที่ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย พกไว้เพื่อความสบายใจ ^ ^
แล้วอย่างน้อย วันนี้อาเจ๊ก็ขายผักกาดขาวได้แล้วล่ะ 3 อัน



ps. หมอดูกระดองเต่า เค้ามีวิธีการดูโดยใช้กระดองเต่าอันเล็ก ๆ ใส่เหรียญแบบจีนเข้าไป 3 เหรียญ
เขย่า ๆ 2 -3 ที แล้วเทออกมา แล้วก็ทำนายตามนั้น แปลกดีเหมือนกันค่ะ
ในรายการหมอดูพูดถึงทุกราศีว่าปีนี้จะเป็นยังไงบ้าง มีวิธีแก้ยังไง ประมาณนั้นค่ะ



แอบนึกภาพพี่อ้อ แต่งตัวออกจากบ้านไปทำงาน พร้อมกับห้อยผักกาดขาว(สดๆ) 1หัว ไว้ที่หูกางเกง >_<

Ohhh my dear.....

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

ร้านของเล่น

Sat 28 . 02 . 09



วันนี้มีแผนจะไปร้านของเล่นค่ะ สถานที่โปรดแห่งนึงของพี่อ้อ


เริ่มจากพี่อ้อแวะไปเจอลูกค้าใหม่ก่อน ตอน 11 โมงเช้า แล้วก็กลับมาเจอกับเราที่แถวบ้านตอน 11.30


นั่งรถเมล์ผ่านไปแถว Paddington แวะลงไปเพื่อถามหาอะไหล่จักรยานให้เพื่อน
เสร็จธุระก็ขึ้นรถเมล์ต่อเพื่อที่จะไปลงแถว Town hall




ระหว่างที่ผ่านถนนเส้น Oxford เจอบูธขายของที่ตั้งขึ้นก่อนจะมีงานใหญ่ในเสาร์หน้า นั่นก็คืองาน
Mardi gars Festival 2009 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี
ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 7 มีนาคมค่ะ แล้วจะมาเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับงานนี้ให้ฟังอีกทีนะคะ
ก็เลยแวะอีกรอบค่ะ ลงไปเดินดูสักครึ่งชั่วโมง เก็บภาพมาฝากนิดหน่อย

ธงสัญลักษณ์ของงานนี้คือ ธงสีรุ้งค่ะ (เคยอ่านเจอในหนังสือว่า สีรุ้งเป็นสีสัญลักษณ์ของชาวเลสเบี้ยน
และเพศที่สาม)

บูธที่ออกร้านกันวันนี้ก็มีขายพวก ของที่ระลึก เสื้อยืด ภาพวาด งานศิลปะ งานhandmade หนังสือ
ดีวีดีรักร่วมเพศ ของตกแต่ง ประมาณนี้

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ Town hall อีกครั้ง เพื่อไปหม่ำมื้อเที่ยงกันที่ร้านชาติไทยค่ะ เป็นร้านไทยในฟู๊ดคอร์ด ซึ่งตอนนี้มีสาขาทั้งหมด 4 สาขาแล้ว

รายการ สุริวิภา เคยมาสัมภาษณ์น้าตุ๋ย เจ้าของร้าน เมื่อช่วงงาน mardi gars ปีที่แล้วด้วยค่ะ
คนไทยทุกคนที่นี่ รู้จักร้านชาติไทย ( คิดว่าอย่างนั้น ) เพราะเจ้าของร้าน พยายามหาเมนูที่ทำให้
พวกเราหายคิดถึงบ้านกันได้บ้าง อย่างเช่น กล้วยแขกทอด ( บางเชี๊ยบ ) ขนมครก ลอดช่องสิงค์โปร์
และอีกหลาย ๆ เมนู ที่อร่อยบ้าง ไม่ถูกปากบ้าง ( แล้วแต่ความเที่ยงของฝีมือ chef )

แถมน้าตุ๋ยและลูกชายยังสนิทกับพี่นมอุโด้ด โน๊ต อุดม พวกเราเลยมีโอกาสได้ดูเดี่ยว 7 กันถึงที่นี่ พอท้องอิ่มก็เดินไปสู่จุดมุ่งหมายของพี่อ้อกันต่อ
เป็นร้านของเล่นที่ถือว่าใหญ่ใช้ได้ค่ะ ไปทีไร ดูดพี่อ้อหายไปได้นาน ๆ จนเราเดินวนไปวนมาหลายรอบแล้ว พี่แกก็ยังเพลิดเพลินอยู่

วันนี้ตั้งใจเอากล้องไปเก็บภาพมาฝาก ไม่รู้เค้าอนุญาตให้ถ่ายหรือเปล่า แต่ไม่เห็นมีป้ายห้าม เลยถ่ายแบบแอบ ๆ มาได้นิดหน่อย

เคยถามพี่อ้อว่าทำไมถึงชอบ พี่อ้อบอกว่า สมัยเด็ก ๆ ไม่ค่อยมีของเล่นเป็นของตัวเองสักเท่าไหร่ พอโตมา สามารถหาเงินซื้อเองได้แล้ว ก็เลยขอสนองความอยากกันนี๊ส นึง

วันนี้ก็เลยได้มา 2 ชิ้น ชิ้นแรกเป็นเครื่องบิน ซึ่งมีของเดิมที่สะสมในset นี้อยู่บ้างแล้ว ราคาย่อมเยา พอรับได้ อีกชิ้นเป็นรถถัง เห็นพี่อ้อยืนเลือกอยู่นานมาก สุดท้ายอันที่ได้มาไม่ใช่อันที่ชอบที่สุด แต่เป็นอันที่ถูกที่สุด (ดีมั่ก หุ หุ)

ร้านของเล่นกับหนุ่ม ๆ น่าจะเป็นของคู่กัน เหมือนที่
สถานเสริมความงาม กับ สาว ๆ ก็ตัดกันไม่ขาดจริง ๆค่ะ

ps. ตอนเย็น อุ๊พาก้นดำมาเล่นที่บ้าน ป้าต้าเลยให้ก้นดำลองดูใหม่ ตามคำแนะนำของป้ากี้loveislove ว่าให้ลองเปลี่ยนเป็น ปุ๊กกี้แทน จะดูหวาดเสียวน้อยกว่า

ป้าต้า : กีต้าร์ ไหนเรียกป้าปุ๊กกี้สิลูก ปุ๊ก - กี้

ก้นดำ : คุก - คิ่

ป้าต้า : T T' ไม่ใช่ ๆ เอาใหม่ ปุ๊ก - กี้

ก้นดำ : ปุ้ก - กิ่
ได้อยู่ ๆ ถือว่าผ่านเนอะป้ากี้เนอะ ^ ^

วันนี้ลงรูปเพียบเลยค่ะ ตามคำขอของเพื่อน ว่าอยากเห็นตึกรามบ้านช่องที่นี่บ้าง

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

อายอยู่นะ



วันนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องของภาษาปะกิดกันค่ะ


Story 1 เหตุเกิดเมื่อตอนมาที่นี่ใหม่ ๆ



เราไปกิน pie ที่ wooloomooloo ( มันอ่านว่า วูลูมูลู่ ) กันค่ะ เป็นอีกที่นึงที่เขาว่าถ้ามา
ซิดนีย์แล้วไม่ได้มากินเหมือนมาไม่ถึง ( ไม่รู้เขานี่ใครนะ เดือดร้อนนะนี่ ต้องตามมากิน )


เราเลือก beef pie มาอันนึง กัดไปคำนึง อืมม รสชาติไม่ค่อยถูกปาก ถ้าได้ซอสมะเขือเทศสักหน่อยคงดี
ว่าแล้วก็เดินไปหาคนขายหนุ่มหัวทองหน้าตาดี


ต้า : Excuse me, Can I get some potato sauce please.


คนขาย : ( ทำหน้างง ๆ ) What would you like?


ต้า : Can I get some potato sauce please. ( ยังไม่รู้สึกตัว )


คนขาย : ยิ้ม ๆ + งง ๆ (คงคิดในใจว่า "ซอสมัน" เนี่ยนะ)


ต้า : ( สมองเริ่มประมวลผล ต่อมโง่หยุดทำงานชั่วขณะ แล้วก็เริ่มคิดได้ )


เอ่อ... Sorry, Can I get some tomato sauce please. T T".
เกือบไม่ได้กินแล้วเรา





Story 2 เหตุเกิดเมื่อเดือนที่ผ่านมา


กำลังไปทำงานกันค่ะ นั่งรถไฟจาก Town hall station ไปลงที่ North station
ช่วงที่เราเดินออกจากช่องเสียบตั๋ว เสียบไปแล้วเครื่องมันดันไม่คืน กลืนตั๋วไปเลย ของเราเป็นตั๋วweek เลยเดินไปบอกเจ้าหน้าที่ให้มาเอาออกให้หน่อย
ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเปิดเครื่องเพื่อเอาตั๋วออกมา


เจ้าหน้าที่ : Where you come from?
ในที่นี้ เจ้าหน้าที่หมายถึง แกมาจากสถานีไหน


พี่อ้อ : ( ตอบกลับไปด้วยความเคยชินอย่างรวดเร็ว ) We're from Thailand.


ต้า : ใช่เหรอพี่อ้อ ( พร้อมกับหันไปตอบใหม่ ) Town hall. We're from Town hall.


เจ้าหน้าที่ : ok. Here is your ticket and I'm from Australia.
( พร้อมกับยิ้มแบบที่เราคิดว่า ควรจะจากไปให้เร็วที่สุด )


ขากลับ ดันเจอกันอีก เจ้าหน้าที่คนเดิมยังอยู่ แถมยักคิ้วหลิ่วตาให้อีก จะย้ำให้อายทำไมเนี่ย >_<