วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

KL รำลึก

กลับมาล๊าวววววววววว ปัดฝุ่นบล็อกกันหน่อย ห่างหายไปนาน 
ร่ำ ๆ ว่าจะเขียนรอบที่ไปเกาหลี ก็อ้อยอิ่ง
แทรกเอาทริปล่าสุดมาเขียนก่อนดีฟ่า บั่บว่าเด๋วลืม ^^ 

ผ่านมา 3 เดือนแล้ว KL ก็เลยต้องรำลึกกันหน่อย


ทริปนี้เกิดจากอาการมือลั่น เห็นตั๋วโปรโผล่มาล่อตาใน line เลยกดเข้าไปดูเล่น ๆ
จริงๆ มีเรามีสัญญาใจกับตัวเอง ว่าจะต้องเที่ยวนอกประเทศปีละ 2 ทริป
ที่ไหนก็ได้ ใกล้ ไกล ได้หมด ขอให้ได้ออกนอกประเทศ 
ทุกครั้งที่ได้เดินทาง มันเหมือนเติมพลังใจ มันเป็นความสุข
ได้ไปเห็น ไปรู้ ความต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างวัฒนธรรม

อันที่จริงมาเลเซีย ไม่ได้เป็น destination หลัก ค่อนข้างไม่ได้อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ 
แต่แบบ.. บอกละว่ามือลั่น จิ้ม ๆ ดูเล่น ๆ เอ๊ยยยยย วันได้ เวลาได้ ราคาโคตรรรรรรได้ จองเลย!! 
จองตั้งแต่ประมาณเดือน มีค 60 เดินทาง 7-10 กค 60 
ทริปนี้เป็นทริปแรกที่ไม่มีการเตรียมเส้นทางเที่ยวหรือโปรแกรมอะไรเลย
ปกติเราจะต้องหาข้อมูล อ่านรีวิว ทำแผนเที่ยวแต่ละวัน
เตรียมการนู้นนี่นั่นให้พร้อมเพื่อลดความผิดพลาด
แต่ด้วยทริปนี้ ก่อนเดินทาง 2 เดือน ยุ่งมากถึงมากที่สุด ยุ่งจนวันสุดท้าย ยุ่งจนเข้า gate
เลยตั้งใจว่า ทริปนี้เราจะชิลให้ถึงที่สุด อยากเดิน อยากพัก อยากนอน อยากนั่ง จัดไปโลด 
จะเดินทางยังไง ค่อยไปว่าเอาหน้างาน

Day 1 : July 7 , 2017 

เครื่องออก 10 โมง เราถึงดอนเมืองกันค่อนข้างเร็ว
มีเวลานั่งกินข้าว ตอบไลน์ ส่งเมล์ เคลียร์นู้นนี่นิดหน่อย
ถึงกัวลาลัมเปอร์ บ่ายโมงหน่อย ๆ เวลาเร็วกว่าไทย ชม นึง
กว่าจะหลุดออกมาจาก ตม ใช้เวลาชั่วโมงนึง คนเยอะพอประมาณ แต่เหมือนเค้าทำงานช้าอ่า
แล้วการต่อแถวเพื่อเข้า counter ก็แปลก ๆ มันคร่อม ๆ
มีบางแถวเข้าได้ 2 ช่อง ต้องเล็งแถวดีดี ใครต่อแถวแบบนี้ก็ไวหน่อย
หลุดจาก ตม ก็พร้อมลุย
เราไม่ได้โหลดกระเป๋า สัมภาระน้อย คนละ 5 โลหน่อยๆ ประหยัดไปหลายบาท ไว้กินขนม
แต่.. บ่ายแก่แล้ว หิวข้าวโนะ รอเข้าไปกินในเมืองไม่ไหว จัดร้านใน airport นี่หล่ะ
สุ่มมาสักเมนูนึง แบ่งกัน รองท้อง อาหารในนี้ราคาสูงอยู่แล้ว ตามเรทสนามบิน
น้ำเปล่าขวดนึงตั้ง 4 ริงกิต ( 32 บาท )  แพงไป๊ 


จำชื่อไม่ได้ละ เป็นเหมือนเส้นฮกเกี้ยน มีน้ำราดขลุกขลิก มีอกไก่ หอมเจียว
รสชาติเค็ม ๆ หอม ๆ  อิ่มท้อง อร่อยดี หรือหิวไม่รู้ พร้อมลุยละ
ทริปนี้เรามีซื้อซิมเอาไว้หาข้อมูล เพราะ no plan มั่ก ๆ
ปกติที่ผ่านมาในทุก ๆ ทริป ไม่เคยซื้อ sim เลย กลับไปเล่น wifi โรงแรมอย่างเดียว
ด้วยความรู้สึกว่า พอมี social ติดตัวตลอดเวลา มันทำให้เราจดจ่ออยู่กับหน้าจอ
มากกว่าบรรยากาศรอบ ๆตัว แต่ทริปนี้ เราต้องพึ่งพาอากู๋ มีเน็ตไปด้วยกันก็ช่วยได้มากจริง ๆ สะดวกดี 

บ่ายสามโมงก่า ๆ ละ มัวแต่โอ้เอ้ ว่าละก็เดินหารถไฟเข้าในตัวเมือง
เจอcounter KLIA express เลยเข้าไปซื้อตั๋วรถไฟเข้า KL Sentral 
เจอราคาตั๋วเข้าไป คนละ 55 ริงกิต โอ้มายกอดคุณขา โหดไปป๊ะ 440บาท!! 
มันเป็นรถไฟด่วน ไม่แวะจอดที่ไหนเลย ตรงเข้า KL Sentral ที่เดียว ใช่เวลาแค่ครึ่ง ชม
พอขึ้นรถไฟ นั่งเสร็จเรียบร้อย ไหนลอง serach ดูสิ มันมีวิธีไหนเข้าเมืองได้อีกมั้ย 
โป๊ะเลยค่ะคุณ  มันมีวิธีลดค่าตั๋วอันโหดร้าย
มีรีวิวแนะนำให้ซื้อตั๋วแบบ KLIA transit ซึ่งวิ่ง line เดียวกันนี่หล่ะ แต่จะจอดแวะประมาณ 4 station 
โดยให้เราซื้อสถานีถัดไปจากสนามบิน แล้วออกไปซื้อตั๋วใหม่ ไป KL Sentral
เสียเวลาหน่อย ประมาณสัก 20 - 30 นาที ถ้าไม่รีบ แต่จะประหยัดไปได้ครึ่ง ๆ เลยแหล่ะเธ๊อ 
ฮึ๊ เจ็บใจ ฟิลเหมือนฝรั่งโดนสามล้อหลอก
นั่งเจ็บใจจนถึงที่หมาย ขากลับเราจะไม่เสียรู้แหล่ะ T T 

KL Sentral เป็นสถานีหลัก เอาไว้เปลี่ยนสายรถไปเส้นอื่น ๆ กว้างใหญ่เหมือนหัวลำโพงx3
มีห้าง มีโรงแรม ติดกับสถานีด้วย
ก่อนเดินทาง เรามีเมล์ไปที่โรงแรม ถามเค้าว่าเราควรจะไปลงสถานีไหนที่สะดวกสุด 
เค้าตอบกลับมาให้เลือก 2 สถานี อันไหนก็ได้ และใช้เวลาเดินจากสถานีมาที่ รร 8 นาที
เราก็โอเค น่าจะสะดวกดี 8 นาที ไม่ไกล ๆ จาก KL Sentral 
เราเลือกไปลง PWTC Station พอออกจากสถานี ก็เปิด google ปักหมุดที่โรงแรม
การเดินตาม google map ในครั้งนี้ ทำให้รู้ซึ้งว่า บางทีเราก็ไม่ควรเชื่อมันซะหมดทั้งใจ
มิเช่นนั้น เราจะต้องเดินลากกระเป๋า ข้ามคลอง ขึ้นๆ ลง ๆ ข้ามโทล์เวย์ กว่าจะถึงโรงแรม
ล้อกระเป๋าแทบสึก ไกลมากๆๆๆๆๆ เข้าห้องพักได้แทบอยากนอนพัก
แต่เย็นย่ำแล้ว อย่างหิวไง เลยรีบล้างไม้ล้างมือ เตรียมออกไปหาไรกิน
เดินออกไป สอบถามเส้นทางไปตึกแฝดปิโตรนาสจากคนแถวนั้น แล้วก็ลุยค่ะ

ค่ารถไฟฟ้าในเมืองที่นี่ ราคาไม่แพง เราว่าถูกกว่าบ้านเราเยอะนะ
นั่งไปไหน ๆ ก็คนละไม่เกิน 20 บาท
ออกจาก KLCC Station เดินต่อไปอีกนิดหน่อย ก็ถึงตึกแฝด


ตอนแรกนึกว่าในตึกแฝดจะเป็นออฟฟิต แต่จริง ๆ คือเป็นห้างหล่ะ
ด้วยความหิวโหย เลยจัดมื้อเย็นในตึกแฝดนี่หล่ะ ไม่หารีวงรีวิวมันละ
เป็นฟู๊ดคอร์ท คล้าย ๆ ที่สิงค์โปร์ คนพลุกพล่านดี 



ข้าวไก่ย่าง ข้าวสีเหลือง ๆ กลิ่นหอมดี แต่แข็งไปหน่อย เหมือนคนที่นี่เค้าจะไม่นิยมข้าวนิ่ม ๆ


คล้าย ๆ โกยซีหมี่ เป็นเส้นบะหมี่กรอบ ราดน้ำข้น ๆ เสริฟมาในกระทะร้อน รสชาติเค็มปะแล่ม ๆ อยากได้พริกน้ำส้มสักถ้วย


จัดการมื้อเย็นเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นด้านนอก ได้เวลาโชว์น้ำพุพอดี







เดินเล่น ถ่ายรูป แล้วก็ไม่รู้จะไปไหนต่อ เลยชวนกันกลับ รร ดีกว่า พักผ่อนเอาแรง พรุ่งนี้จะได้ฟิต ๆ 
กลับถึง รร บอก พนักงานที่เคาน์เตอร์ ว่าขอไดร์เป่าผมไว้เมื่อตอนเย็น จะรับไปเลย
( ในห้องไม่มี แต่เราเขียนรีเควสไว้ตอนจอง ) นางบอก มีคนยืมไป ยังไม่คืนมา ยังไงเด๋วตามให้
อาบน้ำ อาบท่า นั่งหัวเปียก รอไดร์เป่าผม ยังไม่มา
โทรไปตาม ยังคงไม่ได้ อีกพักใหญ่ ๆ ละ ถึงเอามาให้

ตรี๊ดดดดดดดด ตรี๊ดดดดดดดดดดดดด โทรศัพท์ห้องดังกลางดึก ลุกไปรับ เงียบ…… 
5 นาทีผ่านไป ก๊อก ๆๆๆ พนักงานมาเคาะห้อง ทวงไดร์เป่าผม
เฮ๊ยยยยยยยยยย ตีสอง แกมาเคาะห้องแขกทวงไดร์เป่าผมตอนตีสอง!!!
ใครสั่งใครสอนแกร๊ นี่ทั้งโรงแรม แกมีไดร์เป่าผมอันเดียวหรือไงฟ่ะ แม่มมมมมมมมม
เฮ้อ…… รู้สึกดีใจ ที่จองพักที่นี่แค่คืนเดียว บรั๊ยยย

จัดการอาหารเช้าเรียบร้อย ก็มุ่งหน้าสู่สถานี Masjid Jamex ที่พักของเราอีก 2 คืนที่เหลือ
โรงแรม J Avenue Hotel   อันนี้ผ่าน ใหม่ ดี แนะนำ เดินไม่ไกลจากสถานี
ใกล้ shopping mall , china town , musuem

ก่อนถึงหน้าโรงแรม เจอรถขายน้ำมะพร้าว  รู้แหล่ะ ว่ามะพร้าวบ้านเรา บ้านเค้า คงไม่ต่าง มันก็คือน้ำมะพร้าว แต่การกินต่างที่ ต่างช่วงเวลา ต่างโมเม้นท์  ความสนุกมันต่างกัน


                                             Lobby โรงแรมคืนที่ 2 และ 3






วิวจากหน้าต่างห้องพัก  ด้านล่าง กำลังก่อสร้างทางเดินเลียบคลอง ถ้าเสร็จคงสวย น่าเดิน




เข้าที่พัก check in เรียบร้อย เจอแอร์เย็นๆ เจอเตียงนุ่ม ๆ สะอาด ๆ
ว่าแล้วก็เอกเขนกกันสักหน่อยดีฝ่า 555
ก็ทริปนี้เค้าเน้นชิล สัก 11 โมง ค่อยออกไปหาไรกินกัน
พี่อ้อหยิบแผ่นพับประเภท Guide map , City map จาก station, lobby ติดมือมาด้วย
เอามาเปิดดูว่ามีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง ซึ่ง.. มันเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีทีเดียว
เด๋วเราจะเที่ยวตามที่เค้าเชิญนี่แหล่ะ

เวลาไปเที่ยวบ้านไหน เมืองไหน เราก็ควรจะลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของเค้าดูโนะ
จะได้ซาบซึ้งถึงวัฒนธรรม   มองผ่าน ๆ มันเหมือนร้านข้าวแกงบ้านเราแหล่ะ มีผัดผัก มีแกง มีของทอด แต่ที่นี่เค้าให้เราตักเอง อยากตักแค่ไหน ตักกี่อย่าง เชิญตามอัธยาศัย ซึ่งเราชอบนะ ด้วยความที่เป็นพวกเลือกไม่ได้ รักพี่เสียดายน้อง อยากกินไปหมดทุกสิ่ง
คือแบบแม่ค้าเข้าใจเค้าปะ เค้าอยากกินหลายอย่าง อย่างละนิด อย่างละหน่อย
อันนี้เราทำได้ ดีงาม แต่ไม่รู้เค้ามีหลักในคิดราคายังไงโนะ












อีกสิ่งนึงที่ปลาบปลื้มมาก อยากให้ลอง ชานมที่นี่อร่อยมากกกกกกก หอมมากกกกกก ปลื้มมากกกกก
ลองหลายร้าน ก็อร่อยหลายร้าน แบบกระป๋องสำเร็จนี่ยังอร่อยเลย
อร่อยจนซื้อแบบซองกลับมากินด้วย  แรก ๆ ก็กินแบบงก ๆ กลัวหมด
แต่แล้ว ก็ไปเจอว่ามีขายตามตลาดแถวออฟฟิตด้วย
ซื้อจาก KL ห่อละ 160  ซื้อแถวออฟฟิต ห่อละ 140   ฮึ.. ฮึ





 เอาจริงๆ คนท้องถิ่นเค้าก็ยังใช้มือกินข้าวอยู่นะ ตามร้านก็เลยจะมีอ่างล้างมือไว้ให้ด้วย

อิ่มท้องละ เดินเล่นเรื่อยเปื่อย  แถวโรงแรม เป็น Central Market




มีทั้งโซนที่เป็น out door และก็ติดแอร์ อารมณ์เหมือนพลาซ่าตามต่างจังหวัด
มีอาหาร ขนม เสื้อผ้า เครื่องประดับ งานศิลปะ ของฝาก



มีส้มตำด้วย  the best  อีกตะหาก 



เดินผ่านร้านขายชุดแขก ๆ แหม่ ไหนๆ ก็ไหน ๆ ละ จัดมะ!! 
ประมาณนี้พอ หลวมๆ กรุย ๆ ดูเป็นหมวยแปลก ๆ แปลกจนแขกก็ยังเหลียวมอง  คริ คริ






ผลไม้ดอง สู้บ้านเราไม่ได้ มันไม่กลมกล่อมอ่ะ 



แต่น้ำจิ้มหลากหลายมาก  คะแนนนำตรงเน๊







การจองโรงแรมใกล้แหล่ง shopping มันช่างสะดวกโยธิน อยากจะแวะกลับมาเก็บของเมื่อไหร่ก็ทำได้ เช้าออกไปชุดนึง บ่ายกลับมาเปลี่ยนเป็นอีกชุดก็ยังได้ ดี๊ ดี 
เก็บของเสร็จแล้ว เดินตัวเบา ๆ ออกไปเดินชิลที่ Kuala Lumpur City Gallery 
บ่าย ๆ แบบนี้ หนีร้อนเข้าไปตากแอร์กันดีกั่ว
เป็น Gallery 2 ชั้น ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก




















เพิ่งตากผ้าเสร็จค่ะ









อันนี้เป็นผังเมืองจำลองที่อยู่ในห้องจัดแสดง มีฉายให้ดูเป็นรอบ ๆ 




                          มีฉายสไลด์โชว์ บอกเล่าเรื่องราวของประเทศมาเลเซีย




                         พอเล่าถึงโซนไหน บริเวณนั้นก็จะมีแสงไฟ ตรงอื่นก็จะมืด ๆหน่อย



                                   ตรงระบบขนส่งมวลชน ก็จะมีไฟวิ่งเป็นเส้นทางของรถไฟ



เดินผ่านไปหลายโซน แต่ทีเด็ดของ Gallery นี้อยู่ตรง café corner
เราสะดุดกับกลิ่นทุเรียนอันคุ้นเคย เดินปลิว ๆ ตามกลิ่นมาเลย



 เค้กทุเรียนน่ารักน่าเอ็นดู ต้องจัดแล้วแหล่ะ




โอเคนะ เนื้อเค้กเบา ๆ หวานไม่มาก อร่อยดี  ราคาไม่ได้แพงเวอร์ ชิ้นละ 16 ริงกิต 






                                     น้ำแข็งใสอันนี้อร่อย น้ำตาลข้น ๆ หอม ชื่นใจ ถ้วยละ 6 ริงกิต




เคยดูรายการท่องเที่ยว ประเทศนี้เค้าก็ฮิตและโปรดปรานทุเรียนพอ ๆ กับบ้านเรา
นางมีทุเรียนเป็นของตัวเอง แต่เค้านิยมกินแบบเละ ๆ นิดนึง
ใครไม่ปลื้มกลิ่นทุเรียน ก็ต้องทำใจนิดนุงอ่ะ
ตามสถานที่ต่าง ๆ มันจะตามมาอวล ๆ หลอน ๆ เป็นระยะ ๆ


ออกจาก Gallery เราก็เดินข้ามฝั่งไป National Textile Museum  เป็นพิพิธภัณฑ์ผ้า




อันนี้เงียบมาก ถึงมากที่สุด ผิดกะอันตะกี้เลย  เรียกว่ามีแต่เราเลยดีกว่า ทั้งตึก เข้าฟรี ไม่เสียตังค์
แอบหลอนเล็ก ๆ หมายถึงหุ่นนะ ไม่ใช่กลิ่นทุเรียน


ออกจากตึกนี้ เราก็เดินตาม google map เดินถูกบ้าง หลงบ้าง อึน ๆ กันไป 
ไม่รู้มันพาเราหลง หรือเราทำมันหลง







เลี้ยวไป เลี้ยวมา ถึงจุดหมายถัดไป วัดแขก Sri Mahamariamman Temple 
ห้ามใส่รองเท้าเข้าไปในวัด  มีร้านข้าง ๆ วัด รับฝากรองเท้า กับมีผ้าให้บริการสำหรับคนนุ่งสั้น 

                               














ออกจากวัดแขก ข้ามถนนมา เจอวัดจีน Guan di Temple ควันโขมงแบบจีนสไตล์
เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย ออกถนนนั้น ทะลุถนนนี้ มันเดินเชื่อมกันไปมา 

เจอร้านนี้ คนตรึมเลย ดูเป็นร้านท้องถิ่นเก่าแก่ ดูมีความเก๋า ความอร่อย ควรแก่การลิ้มลอง









 ขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ โจ๊ก พี่อ้อยังไม่หิว เราเลยจัดบะหมี่ size เล็ก มาลองชามนึง





บะหมี่เค้าทำเองด้วย นวดแป้ง สาวเส้นกันสุดแขนอยู่ด้านหลังร้าน 
ต้องกินกับซอสพริกที่เค้าเตรียมไว้ให้ จะถูกปากกว่า


รองท้องแล้ว ก็เดินต่อไป chinatown




 สะดุดตากับร้านนี้ คล้าย ๆ โอเด้ง



มีของสดเสียบไม้ นอนแอ่นระแน๊รอให้เราเลือก วิธีการคือ เลือกหยิบตามสบาย ใส่จานสแตนเลส




ราคาตามสีตรงปลายไม้ แล้วส่งให้พนักงาน อยากจะให้เค้า ต้ม ทอด ปิ้ง ย่ง ได้หมด แล้วแต่เราเลย
เสร็จแล้วก็เข้าไปนั่งรอ ซึ่ง บรรยากาศนี้มันได้ใจมากอ่ะ เหมือนนั่งร้านโต้รุ่ง
มันครื่นเครง มันได้อรรถรส 
ใต้โต๊ะมีถังแก๊ส ท่อแก๊สวนเวียนอยู่รอบตัว ระทึกเชียแหล่ะ








อันนี้เราเลือกให้เค้าทอดทั้งหมด เลยไม่ได้ใช้หม้อลวกที่มีให้ตามโต๊ะ




น้ำมะนาวใส่บ๊วย อร่อย สดชื่น ชุ่มคอ



                                                       อันนี้บ๊วยนะ ไม่ใช่ลูกชิ้นกุ้ง




หากถามถึงความสะอาด และสุขอนามัย ให้เชิญป้ายหน้าข่ะ เที่ยวแบบนี้ มันก็ต้องใจถึงนิดนุงฮ่ะ 
ปกติคงไม่ค่อยปลื้มนะ แต่ฟิล ณ วันนี้มันคือแบบ happy อ่ะ มีความซน ๆ บอกไม่ถูก แต่สุขใจ 
สำคัญสุดคือรสชาติตอนอาหารเข้าปาก เฮ๊ย มันอร่อยอ่ะ

จริง ๆ มันอาจจะเกิดจากที่เราไม่คาดหวังมั้ง พอไม่หวังว่ามันจะเป็นร้านเด่นดังตามรีวิว
ไม่หวังว่ารสชาติจะต้องมิชิลินสตาร์ มันเลยออกมาดี แฮปปี้ฝุด ๆ

อิ่มท้อง  อิ่มใจ แล้วก็เดินเล่น ให้กล้ามขามันตึง ๆ แล้วลากสังขารกลับ รร นอน 



.......................................


เช้าวันใหม่ ท้องฟ้าฝดใฝ แดดเปรี้ยงปร้าง พร้อมออกลุย 
จากการส่อง Guide map เมื่อคืน วันนี้เราจะออกไปนอกเมืองกันสักหน่อย
destination คือ Sri maha mariamman temple dhevasthanam อยู่ที่ Station Batu Caves 
เอาแบบง่าย ๆ ก็คือไปเที่ยวถ้ำ วัดแขก ประมาณนั้น 

ไปถึงปุ๊บ ก่อนเที่ยว เจอร้านโรตี เลยลองโรตีท้องถิ่นซะหน่อย
ปกติบ้านเรา ตามโต๊ะอาหารก็จะเป็นพวกเครื่องปรุง ช้อน ตะเกียบ ทิชชู ขวดน้ำ ว่ากันไป 
ที่นี่แปลก เป็นขวดน้ำมัน สงสัยมะ สงสัยสิ
ส่องไปดูใกล้ๆ Hair oil !!


แว๊บแรก เอ๊ะ หรือเรานั่งโต๊ะเจ้าของร้าน แล้วแบบเป็นของใช้ส่วนตัวเค้าป่าวแว๊ 
เหลือบไปซ้ายขวา อุ๊ตะ มีทุกโต๊ะเลยข่ะคุณขา



แต่ไม่มีลูกค้า เลยไม่รู้เค้าใช้กันตอนไหน ได้แต่เก็บความแปลกใจไว้ แล้วก้มหน้ากินโรตีต่อไป 









หน้าร้านมีขายขนม แลดูน่าจะหวานจับใจ



                                                       ขายมะพร้าวกันจริงจังมาก




ในกล่องพร้อมกินนั่น ทุเรียนค่ะคุณ เละได้ที่เชียวแหล่ะ




ออกจากร้าน เดินไปหน่อยก็ถึงทางขึ้นไปบนถ้ำ






ตรงทางขึ้น แอบสังเกตจะมีผู้ชายท้องถิ่น ยืนอยู่ตีนบันได
มีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มจาง ๆ คอยส่งอิฐสีส้มๆ ให้คนที่กำลังจะเดินขึ้น
คนที่ไม่คิดอะไร ก็รับอิฐจากชายท้องถิ่นแล้วก็ถืออิฐขึ้นไปในถ้ำ 
แต่.. คุณขา อิชั้นสงสัย ให้ถือไปทำไมเน๊อ แล้วรับมามั้ย..
หึ หึ ไม่รับสิค่ะคุณ เดินขึ้นตัวเปล่าก็หายใจแรงแล้วแมะ ให้เดินถืออิฐเป็นน้ำหนักขึ้นไปอีก เพื่อ??

ระหว่างทาง เห็นมีคนถอดใจ วางอิฐไว้ตามขั้นบันไดเป็นระยะ ๆ 
พอเดินขึ้นไปถึงตัวถ้ำ อุเหม่ ถึงบางอ้อค่ะคุณขา ไม่ผิดที่อิชั้นคิดไว้




คือในใจแอบคิด ว่านี่อาจจะเป็นกุศโลบาย คนที่ไม่คิดไรเยอะ ก็คงถือ ๆ ไป
เผื่อต้องใช้ในพิธีกรรมด้านบน แต่อินี่แอบคิด ว่าข้างบนกำลังก่อสร้างอะไรแน่ ๆ เลย
แล้วคือถ้าถือกันไปคนละก้อน ก็น่าจะช่วยประหยัดแรงคนงานได้เยอะอยู่แหล่ะ













เหมือนวันนี้มีงานอะไรสักอย่าง มีให้แจกอาหารเป็นทานด้วย









ให้ทายว่าข้างในถ้ำ นอกจากกลิ่นธูป กลิ่นชื่น ๆ แล้วมันจะมีกลิ่นอะไรอีก
ติกต่อก ติกต่อก อะไรที่หลอกหลอนเราตั้งแต่วันแรกคะเพื่อนๆ จำได้มั้ย….
ปิ๊งป่อง ใช่ค่ะ กลิ่นทุเรียนตามเรามาถึงในถ้ำกันเลยข่ะคู๊นนนน
ใครขนมากินในนี้ฟร่ะ ไปกันเถอะ อิชั้นจิเป็นลม 



ออกจากถ้ำ เดินมานั่งพักรับลม หายใจหายคอด้านนอก 






เหมือนว่าเค้าจะมีพิธีกรรมอะไรสักอย่าง สักพัก ก็มีหญิงสาวเดินเอาขนมมาแจก











 อีกด้านนึงก็ยังมีถ้ำ อันนี้เสียตังค์ คนละ 5RM





เป็นการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับรามเกียรติ์ในอีกมุมนึง






ออกจากที่นี้ เรากลับเข้าเมืองกันดีกว่า เปิด map ดู แล้วจิ้มไปที่ Muzium Negara
เป็น National Museum ของที่นี่




 อากาศร้อน ๆ เข้ามาเจอแอร์เย็น ๆ ค่อยยังชั่วหน่อย มิวเซียมเค้าค่อนข้างใหญ่พอสมควร มี 2 ชั้น



แบ่งเป็นปีกซ้าย ปีกขวา มีเรื่องราวที่บอกเล่าความเป็นมา ให้ความรู้ได้ดีพอสมควร
เหมาะกับพวกไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลยอย่างอิชั้น 





                               เหมือนเป็นเรือพระที่นั่ง   ในเรื่องของความวิจิตร เราว่าคนไทยชนะเลิศ


อันนี้เป็นวังแห่งแรกของ KL เป็นวังจริง ๆ ที่เค้ายังเก็บเอาไว้ให้ได้เข้าชม




ออกจากมิวเซียม เดินลากขาเดี้ยง ๆ ไปกันต่อ เดี้ยงเพราะรองเท้ากัด เล่นเอาหมดสนุก
คือการเดินทางแบบนี้ รองเท้าสำคัญจริง ๆ นะคะคุณขา ควรเลือกรองเท้าคู่ใจ
ที่แบบจะไม่ทรยศกันกลางทางแบบนี้

ตอนแรกจะเข้าไปชมสวนนก เนื่องจากมีน้องที่เจอระหว่างทาง
แนะนำว่าเป็นสวนนกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แต่เจอราคาค่าเข้า ซึ่งเราว่ามันโหดไปหน่อย
บวกกับเวลาที่ค่อนข้างเย็นแล้ว กลัวเดินได้ไม่คุ้ม เลยไม่เข้าดีกั่ว
เปลี่ยนใจลากขาเดี้ยง ๆ กลับเข้าเมืองไปหาอะไรกินแทน














                                                  มีโบกี้รถไฟสำหรับสตรีด้วย ดีจุง







ลวกที 6 หลุมเลย  ประหยัดเวลา



อิ่มท้องแล้วก็ตะลุยราตรี ไปเดินเล่นแถว Bukit bintang
ออกจาก station รู้สึกเหมือนเดินอยู่แยกอโศกบวกกับแยกมาบุญครองบวกนานา ประมาณนั้น 












ห้างหรูติดกันเป็นพรืด ร้านนั่งดื่ม มีหนุ่ม ๆ ยืนเรียกแขกอยู่หน้าร้าน บรรยากาศคึกคัก ครึกครื้น 




แวะเข้าไปเดินเล่นในห้าง








ที่นี่อาจจะไม่ใช้จุดหมายของการช้อปปิ้งสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนเวลาเราไปฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี 
ราคาไม่ได้แรงพอที่ควรจะขนกลับ
เลยหาขนมกินเล่นแทน




อิ่มท้อง สบายใจ แวะสอยหูหนีบมาคู่นึง  เดินลากอีแตะขึ้นรถไฟกลับโรงแรม 
หลับสบาย


..........................


ตื่นสายโด่ง วันสุดท้ายละ เก็บกระเป๋า มีเวลาเดินเล่นอีกนิดหน่อย 
เลยเดินสำรวจแถว ๆ โรงแรมอีกสักรอบ แล้วค่อย check out

เราว่าโดยรวมบ้านเมืองเค้าสวยนะ สถาปัตยกรรมมีเอกลักษณ์ดี มันเป็นสิ่งเก่า กับสิ่งใหม่
แต่ก็อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว ไม่ขัดเขิน























Check out  ขึ้นรถไฟ  ไปหามื้อเที่ยงกินที่ KL Sentral
แล้วก็หาหนทาง save ตังค์ นั่งรถ 2 ต่อ ไป airport 

ถึง ตม  ขาเข้าว่าช้าแล้ว ขาออกยิ่งช้ากว่า ช้ามากกกกกกกก ถึงขั้นหงุดหงิด
เค้าควรจัดการเรื่องการต่อแถว ตม ซะใหม่ ช้าจนนักท่องเที่ยวเริ่มโวยวาย
กว่าจะหลุดออกไปได้  แทบตกเครื่อง ขนาดมีเวลาเผื่อไว้แล้วนะนี่

สิ่งนึงที่ตราตรึงใจเลยคือ ตม ชาย บางคน มารยาทยอดแย่ ตวาดคนจีนสูงวัย
เอาป้ายกระแทกโต๊ะ ใช้เท้าเขี่ยกระเป๋าเดินทางนักท่องเที่ยว 
แต่ถ้ามองข้ามเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ไปได้
มาเลเซียก็ถือเป็นจุดหมายที่เที่ยวสนุกและประหยัดแต่ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ดีเลยทีเดียว
 บ๊าย บาย KL ซี ยู เนค ทริป