วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Dolphin + Sand


โฮะ โฮะ โฮะ จากทริปที่แล้ว เพื่อนๆชมว่ารูปสวย วิวดี

นี่ขนาดถ่ายจากกล้องกิ๊กก๊อกนะคะเนี๊ย
แล้วลองคิดดูสิคะ ว่าบรรยากาศของจริงเนี่ย จะงดงามขนาดไหน

บางทีภาพถ่าย เก็บไปยังไง ก็ไม่เท่าความรู้สึกจริงนะคะ



v
v
v



ย้อนกลับไปปี 2006

26 ธันวาคม

หลังจากฉลองคริสตมาสไปแล้ว

ถัดมาอีกวัน เราซื้อตั๋วทัวร์ไปดูปลาโลมากัน


ตามโปรแกรมออกเดินทางด้วยรถ Coach กันตั้งแต่ 7โมงเช้า

ทริปนี้มี 3 กิจกรรม







กิจกรรมแรก เริ่มต้นด้วยการไปแวะชิมไวน์ ( อีกแล้ว )
เหมือนเป็นคอนเซปต์ไปแล้ว ต้องเริ่มที่นี่ ไม่งั้น ไปที่อื่นไม่ถูก











































ไร่องุ่นค่ะ




































จิบไวน์ไป ชมไร่องุ่นไป





กิจกรรมต่อไปคือไปดูปลาโลมา

รถขับไปจอดที่ Port stephen ที่เดียวกับที่ไปดูปลาวาฬ

แต่ดูปลาโลมา นั่งเรือออกไปใกล้กว่า ก็สามารถเห็นปลาโลมาได้

(แอบสงสัยว่าทำไมเค้าไม่จัดให้มันอยู่ในทริปเดียวกันหว่า

ไหนๆก็ต้องนั่งเรือออกไปเหมือนกัน ดูมันสองปลาเลยไม่ได้รึ

พี่อ้อบอกว่ามันแล้วแต่ฤดูกาลของปลา
ว่ามันจะหนีหนาวมาออกลูกช่วงไหน )













































































Port Stephen




















































ร้านขายน้ำแข็งไส ที่ Port Stephen เหมือนบ้านเราเลย
ไม่รู้ใครลอกใคร





















วัวลิ้นห้อยเลย














ลำนี้จะไปดู Whale




















Dolphin มาแร๊วววววว













































มารอดูเราเหรอ















ว่ายคู่โชว์ซะเลย





























ช่วงบ่าย ปิดท้ายด้วยกิจกรรมที่ตื่นเต้นกันสักเล็กน้อย

จำรายละเอียดแบบไม่ค่อยชัดเจนนัก
( ไม่คิดว่าจะมีโอกาสเอามาเล่านี่เนอะ )

ออกแนวเที่ยวแล้วเที่ยวเลย ไม่ใส่ใจจำชื่อสถานที่ใดใดเท่าไหร่นัก

เลยบอกไม่ได้เหมือนกันว่า ไอ้ที่ไปเล่นภูเขาทรายเนี่ย มันชื่ออะไรหว่า






จำได้ลาง ๆว่า นั่งรถCoach ออกมาจาก Port stephen
แล้วก็ไปลงที่ไหนสักที่ เพื่อต่อรถบัสเล็ก
เข้าไปยังดินแดนที่เป็นเหมือนทะเลทราย
















ธรรมชาติช่างมีความน่าอัศจรรย์ใจให้เราชม

ด้านนึงเป็นทะเลทราย

อีกด้าน ซึ่งติดกันเลยกลับกลายเป็นทะเล


















ไอ้ภูเขาทรายที่ว่าเนี่ย อารมณ์คล้าย ๆ ตอนไปเล่นสกีบอร์ด

คือต้องถือบอร์ดเดินขึ้นไปบนเนินสูงๆ แล้วไถลลงมา


ตอนแรกแค่ยืนดู ก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะมีอะไรตื่นเต้นสักเท่าไหร่

แต่พอไปเล่นเองเท่านั้นล่ะค๊า




ด้วยความที่เม็ดทรายมันค่อนข้างละเอียด
พอบอร์ด+น้ำหนักตัวมันเบียดลงไป

เหมือนขี่มอเตอร์ไซด์บนทรายมันจะลื่น อันนี้ก็ใกล้เคียง




เล่าไปอาจไม่เห็นภาพ

เอาความจริงมาให้ชมกันเลยละกัน
v
.
v
.
v


ประเดิมด้วยพี่อ้อก่อน
v
.
v
.
v



ฟิ้วววววว



v
.
v





จะรอดมั้ยเนี่ยเรา
v
.
v
.
v
พอได้ ๆ
v
.
v
.
v
.
เหวอออออออออ ... เริ่มเสียการทรงตัว
..........
.........

ภาพนี้ชั่งใจอยู่นานว่าจะลงดีมั้ยน๊า คิดมาคิดไป ไม่มีอะไรจะเสีย

ไถลได้อุบาดสุดๆ ได้ยินเสียงทรายมันไหลเข้าไปในหูด้วยอ่ะ



อายนะเนี่ย




เหนือการควบคุมจริง ๆ ค่ะท่านผู้ชม



........
.......


เสร็จแล้วก็ต้องปีนขึ้นไปเล่นใหม่
.
.
.

ขาลงเนี่ย เร็วทันใจ แต่ขากลับขึ้นไปเนี่ย เหนื่อยเอาเรื่องเลยเชียว
........
พกทรายกลับบ้านไปเพียบบบบบ
พอแร่ะ.... เหนื่อย
เจอกันใหม่ทริปถัดไป...นะจ๊ะ
........
........

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Blue Mountains


วกกลับมาเรื่องที่เขียนค้างไว้กันต่อ






Blue Mountains


เป็นอีกหนึ่งในบรรดาหลาย ๆ ที่
ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงที่นี่

จะว่าไป มันก็ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาด ตื่นตาตื่นใจ

แต่แหม มาแล้วก็ควรจะมาเยือนสักหน่อย

เหมือนเราไปเมืองไทย ก็ควรจะไปเห็นสนามหลวง วัดพระแก้ว
อะไรอย่างนั้น













ตอนเพื่อนมา เราก็จัดให้ที่นี่เป็นหนึ่งในทริปที่ควรไป

แต่เจอ funky สกัด ด้วยคำถามที่ว่า

แล้วมัน blue จริงอ่ะป่าว?

ก็เลยเปิดรูปให้เพื่อนดู

funky รีบบอกเลย
โกหกกันนี่นา ไม่เห็นจะ blue เลย
ใช่ชี๊ ก็เพื่อนเล่นไปเห็นธรรมชาติอันสวยงามกว่าที่นิวมาแล้วนี๊

พี่อ้อเลยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ป่าแถวๆนั้น ส่วนใหญ่มันเป็นป่ายูคาลิปตัส

พอไอน้ำมันของยูคาลิป มันลอยขึ้นมาเหนือยอดเขา

กระทบกับชั้นบรรยากาศ เลยทำให้มันดูเป็นฟ้า ๆ น้ำเงิน ๆ

ได้ฟังดังนั้น เพื่อนเลยเปลี่ยนใจ หาที่อื่นไปแทนดีกว่า





เราเองมีโอกาสได้ไป blue mountains มาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง

แต่ที่ไปแบบเต็มรูปแบบก็ต้องเป็นครั้งแรก
เพราะครั้งหลัง ๆ แค่แวะตรงจุดชมวิวเฉย ๆ


















ย้อนหลังกลับไปปี 2005 ( ย้อนนานไปมั้ย )




เป็นครั้งแรกที่ได้มาสัมผัสแดนจิงโจ้

Blue Mountains เป็นหนึ่งในโปรแกรมเที่ยวของทริปนั้นที่พี่อ้อจัดไว้ให้

เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ มีผู้ร่วมทริปทั้งหมด 5 คน

และที่สำคัญ เราไม่ลืมที่จะเตรียมเสบียง สำหรับมื้อกลางวัน
และของว่างสำหรับการเดินทาง มันสำคัญจริง ๆนะ
เพราะเราคงทนหม่ำแซนวิช หรือเบอร์เกอร์ ตลอดวันไม่ไหว





นั่งรถไฟจากบ้านประมาณ 15 นาที

ไปลง Central Station เพื่อเปลี่ยนเส้นทาง


แล้วก็ต่อรถไฟอีกขบวน ไปลง Katoomba Station

ใช้เวลา ชั่วโมงหน่อย ๆ


จากนั้นก็ต่อรถบัสพิเศษที่จัดไว้ให้ นั่งไปลงที่ Blue Mountains


ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ชมนก ชมไม้ไป เพลิน ๆ









โลโก้หลักๆของที่นี่ก็คือ ภูเขาสามลูก

หรือที่เรียกกันว่า Three sisters


เขาสามลูกนี้มีตำนานค่ะ มีเรื่องราวเล่าต่อกันมา

เหมือนตามสถานที่ต่างๆ ของบ้านเรา


แต่... เค้าจำมะด้ายยยยยย ( ขออภัยนะค๊า )

.
.
.


















กิจกรรมหลัก ๆ เมื่อเรามาเที่ยวที่นี่ก็ประมาณว่า








- ขึ้นกระเช้า ( skyway )







- นั่งรถราง











ลากขึ้นไปสูงเหมือนกัน ตื่นเต้นดี















- เดินป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติ



















ศึกษาได้มากเลย เดินไปเจออะไรข้างทาง ก็ต้องแวะเข้าไปศึกษา










- ชมนก ชมไม้


- ถ่ายรูป



.
.
.

ชนเผ่าอะบอริจินส์





























( อย่าจ้องนานค่ะ เด๋วเขาเขวี้ยงมูมเมอแรงใส่ )












ลูกใครไม่รู้ หน้าตาน่ารักโดนใจ อยากเก็บใส่เป้กลับบ้าน























ชั้นสองของรถแดงคันข้างบน























แย่งความรักกันอยู่ ( ฮิ้วววววววว ^ ^ )

































- ดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว




















อิ อิ สมัยเพิ่งเลิฟกัน ^ ^ ยังอายกันอยู่เล๊ย



























รอจนเมื่อยแร่ะ อาทิตย์ไม่ตกสักที






ทริปนี้ใช้เวลาตั้งแต่เช้ายันเย็นค่ะ


ใช้เวลาไปกับการเดินทางซะเป็นส่วนใหญ่


เอิ่ม เอิ่ม....


( ขอยืมศัพท์ก้นดำมาใช้หน่อย เวลาชีคิดไม่ออก ชีชอบพูด เอิ่ม เอิ่ม )


นานจัด นึกไม่ออก แค่นี้ละกัน

บ๊าย บาย

^ ^

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

^ ป้าอี่ไหน ^

ศุกร์ก่อนนู้น หลังจากเพื่อนกลับไปแล้ว












ต้าแอนด์เดอะแกงค์ นัดไปดินเนอร์ในเมือง ( เรียกให้หรูไปเพื่อ? )

ก็แค่ไปกินข้าวเย็นกันตามปกติ







หกโมงกว่า ๆ เย็นวันศุกร์

จราจรพลุกพล่าน รถเต็มถนน

จากปกติที่หาที่จอดรถยากอยู่แล้ว ยิ่งยากขึ้นไปอีก

วนไปวนมา หลายรอบแล้ว ยังไม่ได้ที่จอดสักที

( ขนาดจอดแล้วต้องหยอด ticket นะเนี่ย )










ท้ายสุด ทนเสียเรียกร้องของลำไส้ไม่ไหว

เพราะเดอะแกงค์หิวเกินกว่าจะวนต่อไปได้

ขับพรวดเข้าไปจอดตึกที่จอดรถ ราคาเหมา 17 ดอล์ถ้วน

( กินก๋วยเตี๋ยวได้สองชามเลยนะเฟร้ยย )




เฮ้อ.. วันหลังเราจอดรถไว้ที่ตึกแล้วเดินมากันดีกว่ามั้ยเนี๊ย




















จอดรถได้ก็รีบบึ่งไปshop exchange เพื่อโอนตังค์

เรทเงินวันนี้ 29.99 โอ้วววว ดีใจที่สุดในรอบปีนี้

รีบโอนกลับไปให้แม่เป็นการด่วน







เสร็จแล้วก็ไปเติมพลังกันที่ร้านไทย




ตอนเพื่อนมา ไม่ได้พาไปกินร้านไทยเลย

เพราะfunky บอกว่า เด๋วกลับไทยไปก็ได้กิน

แล้วช่วงสองวันแรก เราก็ดันทำแต่อาหารไทยให้เพื่อนกินซะด้วยสิ

ด้วยความที่คิดไปเองว่า เพื่อนไปนิวฯ เสียหลายวัน คงคิดถึงอาหารไทย



T T















กินอิ่ม พุงเต่ง ก็แวะไปซื้อดีวีดี

ตอนนี้ติดน้ำตาลไหม้ รันทดใจได้อีก










ภารกิจเสร็จสิ้นก็ กลับบ้าน

พออุ๊ขับใกล้ถึงหน้าตึก ก้นดำก็ส่งเสียงแจ๊ว มาว่า



"ส่งอ้อมั้ย ส่งอ้อมั้ย"

หมายความว่า ชีอยากขึ้นไปเล่นบนห้อง ยังไม่อยากกลับบ้าน


แม่อุ๊บอกชีไปว่า " ไว้วันหลังละกันลูก วันนี้ดึกแล้ว ไม่ขึ้นไปแล้ว"

เท่านั้นล่ะค๊า วิญญาณผีบ้าเข้าสิงเด็กดำ โวยวายจะลงรถให้ได้




พอแม่มันจอดรถปุ๊บ ชีปลดเข็มขัดของตนปั๊บ

กระเด้งตัวแทบหลุดออกมานอกเบาะ



"นอนนี่มั้ย"

หมายความว่า ช้านจะนอนที่นี่ จะไม่กลับบ้าน

สองป้าก็หาได้ขัดศรัทธาชีไม่

หลังจากที่ชีปฏิบัติเช่นนี้มาแล้วหนนึงเมื่ออาทิตย์ก่อน

ก็ช่วงที่เพื่อนมานั่นล่ะ

สงสัยติดใจ





พอเห็นว่าป้า ๆ ไม่ขัดใจ ปล่อยให้ชีลงรถมาด้วยแต่โดยดี

ชีก็ออกปาก " ม๊ามมี่ บ๊าย กู๊ดไนท์ " พร้อมกับโบกมือหยอย ๆ

แล้วเดินเข้าตึกไปอย่างรวดเร็ว

ดีหน่อยตรงที่เด๋วนี้ก้นดำไม่ต้องอาศัยแพมเพิรส์แล้ว

เวลากลางคืนก็ไม่ปวดฉี่

ไม่งั้น คงค้างแบบไม่ได้ตั้งตัวไม่ได้เป็นแน่แท้
























ป้าอ้อสอนให้เล่น wii balance

ชีกระทืบขาที แท่นwii แทบพัง











ขณะที่ชีกำลังเล่นwii มั่ว ๆ อย่างเคร่งเครียด

ป้าต้าก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วบอกว่า

กีต้าร์ ป้าต้าจะถ่ายรูป ทำหน้าสวย ๆหน่อยจิ๊

ได้ออกมาเป็นท่านี้ล่ะค๊า

















หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอันวุ่นวายชีวิตป้า ๆ

ก็ปาไปเกือบจะเที่ยงคืนนู้น เด็กอะไรไม่รู้ นอนดึกมั่ก ๆ

ป้าต้านอนกล่อมจนจะหลับเองอยู่แร่ะ ชีก็ยังตาแป๋วอยู่เลย














ขณะที่กำลังนอนเกาหลังให้ชีอยู่

( บนตำแหน่งเดียวกับที่ funky นอนนั่นล่ะ )




จู่ ๆ ชีก็หันมาถามว่า "ป้าอี่ไหน" แปลว่า ป้าอี่ไปไหน

ป้าต้าประหลาดใจสุด ๆไม่คิดว่าชีจะจำได้ เพราะเจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง




"กีต้าร์คิดถึงป้าอี่เหรอลูก"

"ถึง"













" ม๊ามมี่ไหน "

" แม่อยู่บ้าน ก็กีตาร์ไล่แม่กลับบ้านไปเองนิ "



" กีต้าร์คิดถึงแม่ป่าว "


ชีไม่ตอบ แต่หันหน้ากลับไปซุกหมอนแล้วถอนหายใจแทน

อิป้ามันจึงแปลความหมายได้ว่า

"อย่าถามถึงแม่ได้มั้ย… หนูละเบื่อ "







^-^



























ช่วงนี้มีภารกิจว่ายน้ำกันทุกเย็นวันพุธ

นัดเจอกันที่บ้านอุ๊ หม่ำมื้อเย็นกันก่อนแล้วค่อยไป





พอเจอหน้ากัน ก้นดำหยิบเสื้อแจ็คเก็ตสีเทามาโชว์ป้าต้า

ป้าต้า : กีต้าร์ ใครซื้อเสื้อตัวนี้ให้หนู

ก้นดำ : ม๊ามมี่

ป้าต้า : หือ ใช่เร้อ... จำผิดป่าว

ก้นดำ : ทำหน้าเหมือนนึกอะไรอยู่แป๊บนึง แล้วตอบว่า




" ป้าอี่ชื้อ"

" ป้าอี่ไหน "

" หาป้าอี่มั้ย " เป็นประโยคเชิญชวน แปลว่า เราไปหาป้าอี่กันมั้ย








ป้าต้า : ป้าอี่อยู่เมืองไทยลูก ป้าอี่ไม่ได้อยู่ที่นี่

ชีนิ่งไปพักนึง ป้ามันเลยเหมาไปว่าชีคงจะเข้าใจ
















ไม่ได้มีแต่กีตาร์นะที่คิดถึงป้าอี่

ป้าต้าก็คิดถึงป้าอี่เหมือนกันค๊า
















ปล. เต่านาไม่ต้องน้อยใจนะ ที่ก้นดำไม่ถามถึง

เพราะแค่ชื่อ ชียังเรียกผิดอยู่เล๊ยยยย




ป้าปู่ ป้าปู่








5555

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

~ ใจหาย ~

เพื่อนมาเยี่ยมแล้ว...


เพื่อนกลับไปแล้ว.....





................................





ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีนู้นนี่ให้คิด ให้ทำ มากมายหลายสิ่ง

คิดและวางแผนกันตั้งแต่ก่อนเพื่อนจะมา

ว่าระยะเวลา 4 คืน 5 วัน ที่มีอยู่เนี่ย จะใช้ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด

คิดแทนเพื่อน ว่าจะให้ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

วันแรกมาถึง จะให้ไปไหนก่อนดี

เช็คสภาพอากาศกันทุกวัน มันก็มีฝนกันทุกวันเช่นกัน

rain บ้าง shower บ้าง ( นับเป็นบุญของเพื่อนจริง ๆ )






คิดเยอะ คิดมาก คิดไปจนถึงเรื่องอาหารการกิน

ว่าแต่ละวัน จะทำอะไรให้เพื่อนกินดี

แล้วมื้อที่กินนอกบ้าน จะพาไปกินที่ร้านไหนดี

คิดกันไป ถกกันไป จนเริ่มจะตีกันเอง..... ซะงั้น




......................




เช้าวันพุธ

ตามกำหนดการ เพื่อนจะมาถึง 7.55

อุ๊อาสาจะขับรถไปรับส่งให้

เราก็เลยนั่งรถเมล์ไปเจอกันที่แถวบ้านอุ๊ ตอน 7.45

กะว่าไปถึงสัก 8 โมง 15 เพื่อนคงออกมาพอดี







8 โมง 10 นาทีก็หาที่จอดรถที่ Air port ได้เรียบร้อย

เช็คเวลาเครื่องลง ปรากฏว่า ดีเลย์ จะลงตอน 8.46

โอ้ววววว.... ไม่เป็นไร รอได้ ๆ






9 โมง สองสาวชะเง้อคอยาวอยู่หน้าช่อง A / B




9 โมงกว่า ทำไมไม่ออกมาสักที หรือเค้าจะกักตัวเพื่อนไว้




10 โมงกว่าโน้นแหล่ะ กว่าจะเห็นเพื่อนเดินไฉไลกันออกมา

เพื่อนรีบออกปากว่าไม่ได้เถลไถลเลยนะ แต่ข้างในคิวยาวมากกกกกก

คนเยอะจริง ๆ








ไม่ให้เสียเวลา กลับถึงห้องก็ให้เพื่อนเก็บสัมภาระ

ส่งมอบ map อธิบายทิศทาง แล้วก็ออกเที่ยวกันเลย

ปล่อยให้เพื่อนเที่ยวกันเอง หนุงหนิงกันเอง

เพราะเราต้องไปทำงานต่อ

เจอกันอีกทีตอนเย็น จะรีบกลับมาทำกับข้าวให้กิน








ปล่อยเพื่อนเที่ยวเอง 3 วัน พาเพื่อนเที่ยวอีก 2 วัน

หมดเวลาพอดี











บ่ายโมงครึ่ง วันอาทิตย์

นัดอุ๊ให้มารับที่บ้าน

อุ๊อาสาจะขับรถไปส่งให้ที่ Air port ( อีกแล้ว.. ซาบซึ้งใจ )






บ่าย 2 โมง 10 นาที ถึง Air port

อุ๊ไปธุระต่อ








บ่าย 2 โมงหน่อย ๆ check in เรียบร้อย

สี่สาว ไปหาอะไรหม่ำกันรอเวลา







3 โมง ครึ่ง ได้เวลา ร่ำลา

เดินเข้าไปส่งถึงใน Gate แอบเดินล้ำเข้าไปข้างในกันด้วย

แค่ 5 วัน 4 คืน

แต่ทำเอาเราใจหาย

ทั้งต้าทั้งพี่อ้อ รู้สึกหวิว ๆ เหมือนคนสนิทใกล้ชิดจะจากไปไกล

ไม่เคยมาส่งใครแล้วรู้สึกแบบนี้มาก่อน

แค่ไม่กี่วัน ทำเอาผูกพันใช่เล่นเลยนะนี่





ร่ำลากันเรียบร้อย ก็เดินออกมากันสองคน

ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน

แหม อากาศดีขึ้นมาเชียว

แดดใส ฟ้าสวย ให้มันได้อย่างนี้ซี๊








5 โมงหน่อย ๆ ถึงบ้าน

เดินเข้าห้องกันด้วยอาการเบลอ ๆ งง ๆ

ยังไงกันดี เพื่อนกลับไปแล้ว ทำอะไรต่อไม่ถูกเลยเรา

ขนผ้ามาซักละกัน

ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอน

ซัก ดราย เรียบร้อย เก็บใส่ตู้

ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ใช้รับแขกอีกน๊อ

....................

Miss you both

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Daylight Savings Started

Sat September 3 , 2009












คืนวันเสาร์ นาฬิกาบอกเวลา เที่ยงคืนปุ๊บ

แปลว่า ตีหนึ่งแล้ว
























เก้าโมงเช้าวันอาทิตย์

พี่อ้อตื่นก่อน ต้าตื่นมาเห็นพี่อ้อนั่งปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง

ปรับนาฬิกาแขวนผนัง ปรับนาฬิกาข้อมือทุกเรือน










ตอนนี้เราห่างจากเมืองไทย 4 ชั่วโมง

จะถึงวันปรับเวลาอีกที ก็ราว ๆ ต้นเดือนเมษาฯ ปีหน้านู้น
























ตั้งแต่คืนวันศุกร์ ฝนตกทุกวันเลย

ไม่ได้เห็นแดดมา 3 วันแล้ว

ดูพยากรณ์อากาศ จะมีฝนไปอีกตลอดทั้งอาทิตย์เลย

สงสัยกะจะตกลงมาล้างฝุ่นส้ม ๆ ที่ปกคลุมโอเปร่าให้เอี่ยมกันไปเลย
























ปีนี้หนาวยาวนานจัง

นี่เข้าสู่ spring ตั้งนานแล้ว อากาศยังเย็นมากอยู่

จำได้ว่าช่วงนี้ของปีที่แล้ว ใส่ขาสั้นไปเที่ยวทุ่งทิวลิปที่แคนเบอร่าได้แล้ว








แต่ปีนี้ ยังต้องใส่เสื้อกันหนาวอยู่เลย แถมมีฝนตกตลอดทั้งวีค

อุณหภูมิตลอดวีคนี้ สูงสุดไม่เกิน 20 ต่ำสุดประมาณ 5





















.................







พุธนี้ต้องไป air port แต่เช้าตรู่

มีเพื่อนมาเยี่ยม ดีใจ ตื่นเต้น

ไม่ได้เจอกันมาชาติกว่า ไม่รู้จะคุยกันรู้เรื่องมั้ย

เพื่อนบอกว่า เพื่อนคงจะรู้สึกเขิน












อยู่มาหลายปี ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเลย เศร้าจัง

เพื่อนบอกว่า พูดยังกะแกอยู่บางขุนเทียน จะได้ไปหาได้ง่าย ๆ



T T











เพื่อนทำไมไม่ปักตะไคร้ก่อนมา ฝนตกทุกวันแบบนี้ จะเที่ยวสนุกได้ไง

ไม่มีแดดแบบนี้ จะถ่ายรูปสวย สวย ได้ไง

จะว่าไป..ช่วยไม่ได้ เรื่องของเพื่อน สมน้ำหน้า




.........................